วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

๑๒ ทุกสิ่งในโลก...เป็นไปได้

๑๒
ทุกสิ่งในโลก...เป็นไปได้
วันเสาร์ที่  ๒๙  กุมภาพันธ์  พ.ศ.๒๕๓๕
                ชาวโลกส่วนใหญ่กว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์  จะมีคำอยู่คำหนึ่งติดอยู่ในใจคือคำว่า  เป็นไปไม่ได้”  ทุกอย่างในโลกเป็นไปไม่ได้  พอบอกจะทำอย่างนี้ก็บอก  เป็นไปไม่ได้”  จะทำอย่างนั้น  ไม่ได้  บอก  “ไม่ได้  ก่อนเลย
                แต่เชื่อไหม  ในขณะที่ชาวโลกกำลังมีคำว่า  เป็นไปไม่ได้   ยังมีคนอีกจำนวน ๑ เปอร์เซ็นต์ของโลกที่เชื่อว่า  มันเป็นไปได้”  ทุกอย่างในโลกนี้ถ้าเราอยากจะทำ  ต้องเป็นไปได้  อยากเป็นธรรมกาย  เป็นได้  อยากเป็นอะไรก็เป็นได้ทั้งนั้น  และโดยเฉพาะสิ่งใดก็ตามที่ศึกษาค้นคว้ามาเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลก  แม้มีอุปสรรคยิ่งใหญ่ไพศาลแค่ไหนก็ตามหลวงพ่อว่าสิ่งนั้นเป็นไปได้
                ดูอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เสด็จอุบัติขึ้นมาเพื่อตรัสรู้  เพราะพระองค์ทรงเชื่อว่า  คนเราสามารถที่จะแสวงหาทางพ้นทุกข์ได้  ซึ่งในขณะนั้นทั่วโลกไม่มีความคิดชนิดนี้  แต่พระองค์เชื่อว่าเป็นไปได้  ทางแห่งความพ้นทุกข์  ทางแห่งความดับทุกข์จะต้องมีอยู่  จึงได้เสด็จออกจากพระราชวังเพื่อไปแสวงหาทางพ้นทุกข์  แล้วในที่สุดพระองค์ก็ทรงค้นพบและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
                ก็อดดาร์ค  บิดาแห่งจรวด  ชาวเยอรมัน  เขาเชื่อว่าจะมีจรวดวิ่งไปในอากาศได้  ในขณะที่โลกทั้งโลกไม่มีใครเชื่อ  และความเชื่อของคนหนึ่งนี้เอง  จึงทำให้มีจรวดเกิดขึ้นได้  จากความเชื่ออันเป็นจุดเริ่มต้น  ก็เกิดการทดลองอย่างง่ายๆ  โดยการนำท่อมาอันหนึ่ง  ยัดดินปืนใส่เข้าไปแล้วก็จุดชนวนให้ขับเคลื่อนออกไป  ครั้งแรกไปได้นิดหน่อย  ต่อมาก็มีการพัฒนาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  ในที่สุดก็มีจรวดเกิดขึ้นมาได้
                วิลเบอร์ และออร์วิล  ไรท์  สองพี่น้องชาวอเมริกันเชื่อว่า  เหล็กจะต้องลอยในอากาศ  และไปไหนมาไหนได้  ในขณะที่ไปเล่าความคิดนี้ให้ใครๆ ฟัง  เขาไม่เชื่อ  บอกว่าเป็นไปไม่ได้  ในที่สุดเขาก็สร้างเครื่องบินขึ้นมาได้  ลำแรกขึ้นไปได้ ๑ วินาที  แล้วก็ลง  นั่นคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่  แล้วก็มีการพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ
                พอมีคนเชื่อว่ามันเป็นไปได้สัก ๑ คนในโลกนี้  คนอื่นก็จะเริ่มมีความเชื่อว่า  มันเป็นไปได้ต่อๆ กันไป  แล้วจะเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  และในที่สุดความสำเร็จก็เกิดขึ้น  จากสิ่งที่ทุกคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้  ก็กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
                เหมือนอย่างหลวงพ่อเชื่อว่า  โลกทั้งโลกเหมือนกับห้องของเรา  พลโลกทั้งหมดเหมือนกับสมาชิกในห้อง  กำลังนั่งแสวงหาความสุขภายในด้วยความสงบ  หลวงพ่อเชื่ออย่างนี้  ภาพอย่างนี้อยู่ในใจตลอดเวลา  ในขณะเดียวกันหลวงพ่อไปเล่าความคิดอย่างนี้ว่า  สักวันหนึ่งพลโลกจะนั่งในสภาพอย่างนี้  โลกคือห้องนี้  มีสภาพอย่างนี้  คนส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยเชื่อ  พอพูดไปเขาก็หัวเราะ  แต่หลวงพ่อเชื่อว่าสิ่งอะไรก็ตามที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลกอย่างแท้จริง  แม้จะมีอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ไพศาลก็ตาม  ต้องสำเร็จ  แล้วพอเราเชื่ออย่างนี้ก็จะเริ่มมีการพัฒนา  เรากำลังเริ่มพัฒนา  และในขณะเดียวกันขอให้เรามีความเชื่อว่าเราต้องเข้าถึงพระธรรมกาย  เชื่อแล้วจะเข้าถึง  นี่คือความฝันใฝ่  ไม่ใช่ฝันฟุ้งนะจ๊ะ
              ฝันใฝ่  ฝันในสิ่งที่มีจริงอยู่ในใจ  เหมือนเพลงที่ว่า  ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ  ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว  ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ  ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง”  เราจะฝันใฝ่กันทุกวัน  ฝันว่าเข้าถึงธรรมกาย  ฝันว่าคนทั้งโลกจะเข้าถึงพระธรรมกาย

 
ราตรีของผู้ตื่นอยู่  นาน
โยชน์ของคนล้าแล้ว  ไกล
สังสารของคนพาลทั้งหลาย
ผู้ไม่รู้อยู่ซึ่งสัทธรรม  ย่อมยาว


บุรุษตนใดคนหนึ่ง  ขุ.ธรรมบท..มก.๔๑/๑๖๖

๑๑ ไกลวัด

๑๑
ไกลวัด
วันพฤหัสบดีที่  ๒๗  พฤศจิกายน  พ.ศ.๒๕๔๐
               
เช้าตรู่ของวันนี้  หลังจากที่ฉันเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว  พระภิกษุเปรียญธรรมประโยค ๘  และประโยค ๙  ต่างก็เดินมุ่งตรงไปสู่กุฏิของหลวงพ่อ  เพื่อไปกราบขอโอวาทก่อนที่จะเดินทางไปอบรมบาลีก่อนสอบบาลีสนามหลวงร่วมกับพระภิกษุวัดอื่นๆ  เป็นเวลากว่า ๑ เดือน  อากาศยามเช้าในวัดร่มรื่น  เย็นสบาย  น้ำค้างยังพราวอยู่บนใบไม้ใบหญ้า  นกน้อยส่งเสียงร้องสลับไปมากับเสียงไก่แจ้ขันเจื้อยแจ้วเป็นระยะๆ  หลวงพ่อดูสดชื่นแข็งแรงและเปี่ยมด้วยความเมตตา  นานๆ  จึงจะได้มีโอกาสมากราบหลวงพ่อใกล้ๆ  สักครั้ง  ท่านยิ้มอ่อนโยนและปรารภว่า
                ปีนี้หลวงพ่อหวังว่าจะได้ดังใจ  คือลูกทุกรูปสามารถสอบบาลีสนามหลวงได้ยกชั้น  ที่จริงการสอบธรรมวินัยของลูกทุกรูป  หลวงพ่อว่าไม่น่าจะยาก  เพราะเรารักเส้นทางนี้  มีพระนิพพานเป็นอารมณ์  มุ่งจะทำพระนิพพานให้แจ้ง  และไปที่สุดแห่งธรรม  เราเรียนด้วยชีวิตเลือดเนื้อ  ด้วยจิตวิญญาณและเยื่อในกระดูก  เรียนเพื่อนำมาใช้จริงๆ  เมื่อเราเรียนด้วยฉันทะเช่นนี้  หลวงพ่อเชื่อว่าเราทำได้  แม้เราจะมีภารกิจมากมาย  ต้องสอนหนังสือ  ต้องทำกิจกรรมร่วมกันก็ดี  ส่วนกิจวัตรคือ  การสวดมนต์ไหว้พระ  ทำภาวนา  นั่นเป็นอาชีพของเราอยู่แล้ว
                หลวงพ่อว่าการเรียนและการสอบให้ได้ยกชั้นอยู่ในวิสัยที่ลูกหลวงพ่อทุกรูปจะทำได้  ขึ้นอยู่กับว่าเราให้โอกาสกับตัวเราเองศึกษาเต็มที่แค่ไหน  โดยภูมิปัญญากำลังบารมี  ประกอบกับความเพียรของพวกเราทุกรูป  อยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้  ไม่ยากเย็นอะไร
                การศึกษาพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เราเรียนเพื่อนำมาใช้ทดสอบตนเองว่าเรียนรู้ได้แค่ไหน  เพื่อที่จะนำความรู้นั้นมาสอนตัวเอง  ให้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการบวช  ต่อไปวัตถุประสงค์ของการศึกษาพระธรรมวินัยจะเปลี่ยนไปทั่วสังฆมณฑล  จากที่เรียนไปเพราะว่าจำต้องเรียน  บวชมาแล้วไม่รู้ไปไหน  เขาให้เรียนก็ต้องเรียน  ไม่เรียนก็อยู่วัดไม่ได้  หรือเรียนรู้ในระดับหนึ่งเพื่อเป็นฐานไปเรียนต่อทางโลก  ก็เปลี่ยนมาเรียนแบบลูกหลวงพ่อ  คือเรียนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเป็นนักบวช  นี่คือบุญใหญ่ของลูกทุกรูป  ที่จะทำให้เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงความนึกคิดทางการศึกษาพระธรรมวินัยทั่วสังฆมณฑล
 
                จากจุดเล็กๆ ของเราที่สอบได้ยกชั้น  จะขยายผลอันยิ่งใหญ่ต่อไปในอนาคต  เหมือนกับก่อนจะเขียนหนังสือได้เต็มหน้า  ก็เริ่มจากจุดเล็กๆ  ที่เราจรดปลายปากกา
  
                โลกแล้วแต่เราว่าอยากจะให้ไปในทิศทางใด  เราจะให้ทิศทางของพระพุทธศาสนาไปทางไหนก็แล้วแต่เรา  เราอยากจะให้พุทธศาสนาเป็นสรณะ  เป็นที่พึ่งต่อชาวโลกได้อย่างแท้จริง  เราก็ต้องตั้งใจศึกษากันอย่างเต็มที่  ให้ผลของการสอบนั้นปรากฏออกมาว่า  เราสอบได้ยกชั้น  จากจุดเล็กๆ ตรงนี้  จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ต่อไปในอนาคต
                เพราะฉะนั้น  ยามใดที่มีความรู้สึกว่าเหนื่อย  ให้นึกถึงคำพูดของหลวงพ่อ  เหนื่อยล้าได้แต่อย่าท้อ  เหนื่อยล้านี่หลวงพ่อเห็นใจ  แต่เราท้อไม่ได้  จะต้องไปถึงที่หมายให้ได้  ให้นึกเสมอว่า  หลวงพ่อไปอยู่ตรงนั้นด้วย  ร่วมติว  ร่วมเรียนรู้พระธรรมวินัยควบคู่กับลูกๆ ทุกรูป  เอาหัวใจ  วิญญาณและความปรารถนาดีของหลวงพ่อติดไปด้วย  เอาไปสวมใส่อยู่ในใจ  ไปร่วมเรียนร่วมสอบด้วย
ข้อวัตรปฏิบัติ
                ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ  อย่าได้ทอดทิ้ง  แม้ว่าจะห่างไกลจากหลวงพ่อ  ห่างไกลจากหมู่คณะ  เราตกเป็นเป้าสายตาของมนุษย์และเทวดาทั้งหลายตลอดเวลา ๒๔ น.  ทั้งเพื่อนสหธรรมิกที่พักอยู่ตึกเดียวกัน  พระอาจารย์ที่มาสอน  ผู้ปกครองที่เราไปอยู่อบรม  รวมทั้งสาธุชนที่นั่น  ดูเราอยู่ตลอดเวลา  แล้วที่สำคัญ  เราดูตัวของเราเอง
 
                ถ้าอยากให้ชาวโลกเข้าถึงสันติสุข  อยากให้พระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งให้แก่ชาวโลก  อยากให้ประเทศไทยเป็นหลักของพระพุทธศาสนา  อยากให้เพื่อนสหธรรมิกมีกำลังใจที่จะเป็นนักบวช  และอยากเห็นสาธุชนมีความปีติที่ได้ทำบุญกับเนื้อนาบุญ  ให้ลูกรักษาข้อวัตรปฏิบัติของเราไว้ให้เคร่งครัด  แต่อย่าถึงกับเคร่งเครียดไปอวดเคร่งกับเขาก็ไม่ใช่  ให้ทำอย่างมีความสุขในการประพฤติข้อวัตรปฏิบัติของเรา  มีความสุขกับการสวดมนต์ไหว้พระ  ทำภาวนา  และรักษาสิกขาบทต่างๆ  ไม่ให้บกพร่องเลย
                คนเราถ้าหากทำอะไรที่ไม่ฝืนใจ  ทำแล้วมีความสุข  แต่เราจะรู้สึกเป็นทุกข์ถ้าฝืนใจ  ข้อวัตรปฏิบัติของเรา  ถ้าหากเราปฏิบัติเพื่อจะขัดเกลา  กลั่นกรองจิตใจเราให้สะอาดบริสุทธิ์  ให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว  มันเป็นความสุขและนำมาซึ่งความปีติยินดี  เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ฝืนใจทำ  เมื่อเราทำอย่างนี้เป็นกิจวัตร  เพื่อนสหธรรมิกเห็นแล้วก็จะเกิดความเกรงใจและเกิดกำลังใจ
                ในใจลึกๆ ของเพื่อนสหธรรมิก  ที่มาร่วมศึกษาและร่วมพำนักอยู่ที่ตึกเดียวกัน  เขาก็อยากเห็นเนื้อนาบุญเหมือนกัน  อยากเห็นนักบวชในยุคนี้  มีชีวิตและจิตวิญญาณของนักบวชอย่างแท้จริง  ไม่ใช่มีเฉพาะในสมัยพุทธกาลที่ได้ศึกษาร่ำเรียนมาในพระไตรปิฎกเท่านั้น  เขาเห็นแล้วจะได้เกิดกำลังใจให้บวชต่อไปได้อีก
                ถ้าหากว่าลูกของหลวงพ่อทุกรูปทำได้อย่างนี้  บุญใหญ่ก็จะเกิดขึ้นกับเราก่อน  กำลังใจเกิดขึ้นกับเพื่อนสหธรรมิก  เราจะยกสังฆมณฑลให้สูงขึ้น  ญาติโยมก็สมหวังที่ได้ทำบุญกับเนื้อนาบุญ  พระพุทธศาสนาก็จะเป็นที่พึ่งแก่ชาวโลก  ทุกสิ่งเกี่ยวพันกันไปหมดเลย  เหมือนกับการรดน้ำที่โคนต้นไม้เพียงขันเดียวมีผลไปถึงลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก ผล  นก กา รุกขเทวา  ตลอดจนกระทั่งช่วยสร้างบรรยากาศร่มเย็น  ให้เกิดขึ้นแก่โลก
แวะร้านหนังสือ
              ในร้านหนังสือ เราต้องมีวิจารณญาณแยกแยะให้ดี  เพราะมีทั้งหนังสือที่ชวนให้ใจเราตกต่ำ  พวกนุ่งชั่วห่มชั่วมีมากมาย  และที่เขียนเรื่องราวไม่ควรอ่านก็มาก  ความรู้เหล่านี้ไม่เกิดประโยชน์  อย่าไปอยากรู้  อยากศึกษา  แค่เราคิดหรือเดินผ่านเท่านั้น  เห็นแล้วเกิดความยินดี  ตัวเสนียดก็เข้ามา  เสน่ห์ก็หายไป
                หากจะเรียนรู้หนังสือพวกนี้  ให้ไปศึกษาพระธรรมวินัยให้แตกฉานเสียก่อน  พิสูจน์แล้วจนกระทั่งเราเห็นว่า  คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่มีอะไร   เราเรียนรู้หมดแล้ว  ถูกหมดแล้ว  จึงค่อยมาเรียนโลกียะ  เพราะฉะนั้น  อย่าได้กล้ำกรายไปตามร้านหนังสือต่างๆ  เหล่านั้น  เพราะเห็นแล้วมันร้อน  เอามาอ่านก็ร้อน  ทำไม่ได้ก็ร้อน

ตอนนี้ลูกหลวงพ่อต้องถือว่าเป็นผู้ใหญ่ทั้งหมด  เพราะมาเรียนเปรียญธรรมเอกกันแล้ว  แม้อายุของเราจะยังไม่มากก็ตาม  แต่เป็นผู้หลักและเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นกำลังใจของชาวโลก  ขนาดผู้หลักผู้ใหญ่ในทางโลกยังต้องมากราบมาไหว้เรา  เพื่อให้เกิดเป็นบุญต่อบุญติดตัวไปในภพเบื้องหน้า  เพื่อที่เขาจะได้มีโอกาสมาบำเพ็ญบุญ  เขามองเราอย่างนั้นนะ
                ที่เขากราบไหว้  เขาไม่ได้มองที่อายุ  แต่มองถึงคุณธรรมธรรมะภายใน  เพราะฉะนั้นอย่าเพลี่ยงพล้ำในสิ่งเหล่านี้  และอย่าให้ใจแปดเปื้อนได้  ให้เตือนตัวเองดีที่สุด  แต่ถ้าเผลอให้ช่วยกันเตือน  ถ้าได้รับคำเตือน  อย่าโกรธ  อย่าขุ่นมัว  รีบลด  ละ  เลิกเสีย  ทิ้งไปเลยและก็ขอบคุณคนที่มาเตือน  แต่ดีที่สุดอย่าไปทำอย่างนั้น  เพราะเรากำลังจะเป็นที่พึ่งให้ทั้งมนุษย์และเทวา  กำลังจะยกย่องพระพุทธศาสนา  ทำอย่างนี้ได้ไหม
เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว
                รักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพราะเราต้องอาศัยความแข็งแรงของร่างกาย  จิตใจจึงจะแจ่มใส  ในการศึกษาพระธรรมวินัย  ดูแลตัวเองให้ดี  อย่าให้เจ็บป่วยไข้  จะไปไหนก็ตามให้ความเคารพต่อสถานที่  ต่อครูบาอาจารย์  ต่อผู้ปกครองที่นั่นให้ดี  การวางรองเท้าหรือข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ  ที่เป็นเอกลักษณ์ของเราอย่าลืมนะ  รักษาตรงนี้ไว้  ใช้เวลาแค่ ๑ นาที  แต่ผลมันยิ่งใหญ่ทีเดียว   แค่ก้มลงไปจับรองเท้าให้มาเรียงชิดกัน  ปล่อยมือแล้วก็ยืนขึ้น  ความมีระเบียบก็เกิดขึ้น  ความสบายตาสบายใจ  เกิดขึ้นกับทุกคนที่ได้เห็น  ความชื่นชมเกิดขึ้นในใจเขา  แล้วความเคารพนับถือก็ตามมา  ดูสิ! ไม่น่าเชื่อเลยนะ  ไม่ได้เสียเงินอะไรเลย  แต่เราสร้างความนับถือเกิดขึ้นในใจเขาได้  ใจเขาที่สับสนจะถูกจัดให้เป็นระเบียบ  เหมือนของที่ถูกจัดเอาไว้อย่างดีในห้องอย่างนั้น
                ใจที่มีระเบียบ  คือใจที่มีพลัง  ความบริสุทธิ์ของใจเกิดขึ้น  ความชื่นชมชื่นใจของผู้ที่ได้พบเห็นตามมา  ตามด้วยความเคารพนับถือยกย่องว่า  เอ้อ! คนที่วางรองเท้าอย่างนี้เป็นผู้มีคุณธรรม  เกิดความเคารพในคุณธรรมแล้วจะเกิดการเอาอย่าง  ผลสะท้อนถึงพระพุทธศาสนา  เห็นไหม  แค่เราจัดรองเท้าแค่นั้นเองยังส่งผลอันยิ่งใหญ่  สิ่งที่เรากระทำทุกอย่างกระทบไปถึงชาวโลกหมด  จากโลกถึงจักรวาลถึงดวงดาว  อย่านึกว่าสิ่งที่เราทำทั้งต่อหน้าและลับหลัง  จะไม่มีผลต่อส่วนรวม

                เมื่อไปอยู่ที่โน่นก็ให้ช่วยปัดกวาดเสนาสนะให้ดี  อย่าอยู่แบบโรงแรม  ให้อยู่แบบอาราม  เป็นความสุขใจของเราที่เราจะได้รับอากาศที่บริสุทธิ์  นำสิ่งที่บริสุทธิ์เข้ามาในร่างกายของเรา  ซึ่งจะต้องอาศัยมาสร้างบารมี  ถ้าอากาศนั้นผ่านจากหยากไย่หยากเยื่อสิ่งสกปรก  ก่อนจะมาถึงจมูกเรา  แล้วเข้าไปในร่างกายของเรา  ซึ่งเป็นร่างกายอันบริสุทธิ์  เราจะปล่อยให้สิ่งอื่นไม่บริสุทธิ์เข้ามาในร่างกายอันบริสุทธิ์ของเราได้อย่างไร  เพราะฉะนั้น  ปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาดทั้งตอนอยู่  และตอนกลับมา  ก่อนส่งมอบเสนาสนะให้เขา  ก็ต้องให้สะอาดเรียบร้อยเป็นระเบียบ
ก่อนกลับก็ไปกราบขอบพระคุณผู้ปกครองที่อนุเคราะห์ให้สถานที่อยู่ที่อาศัย  ให้ขบฉัน  ให้ความสะดวกต่อการศึกษาพระธรรมวินัย  ทั้งพระอาจารย์ก็กล่าวขอบพระคุณท่าน  แล้วก็ปวารณาต่อท่านว่า  มีอะไรที่จะเรียกผมให้มารับใช้ก็เรียกได้  อย่างนี้เป็นภาพที่งดงาม  ไปอยู่ที่นั่นให้ท่านสบายใจและจากมาก็ให้ท่านคิดถึง
                เมื่อจะเรียนวิชาความรู้จากพระอาจารย์ก็ให้ศึกษาด้วยความเคารพ  ให้ท่านมีความสุขที่สอนพวกเราและไม่ลืมพวกเราเลย  ให้เราเป็นนักเรียนที่โลกต้องการ  เป็นนักเรียนในอุดมคติของท่าน  ที่ท่านเห็นแล้วชื่นอกชื่นใจ
                เมื่อพระอาจารย์ให้ความรู้ไปแล้วก็นำมาศึกษา  มาทบทวน  เวลาท่านซักถาม  ตอบท่านได้  ท่านก็ชื่นใจ  อะไรที่เราไม่รู้ก็ซักถามท่านด้วยความเคารพ  ด้วยความอยากรู้จริงๆ  ท่านก็จะได้มีกำลังใจ  มีความสุข  ความสุขของครูอยู่ที่ได้สอน  สอนแล้วลูกศิษย์ได้รับความรู้นั้นเหมือนเป็นตัวแทนของครู  ให้เรียนด้วยความสนุกสนาน  เวลาเข้าไปในห้องเรียนให้สดชื่นแจ่มใส  อย่าไปนั่งเป็นต้นสนที่ถูกลมพัดโบกโบยไหวโอนเอนไปมา  อย่างนั้นไม่เอานะ
                เราต้องให้กำลังใจกับพระอาจารย์ผู้สอน  ผู้สอนเวลาเห็นนักเรียนสดใส  กระฉับกระเฉง  มีชีวิตชีวาในการเรียน  เหมือนเข้าไปในสวนดอกไม้เห็นลมพัดใบไม้ดอกไม้  สดชื่น  มีความปลื้มปีติยินดี  สมกับที่ท่านอุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยเตรียมการเรียนการสอนอย่างดีเพื่อมาสั่งสอนเรา  เราก็ควรจะให้ความสุข  ความสดชื่นตอบแทนท่านไป  หลวงพ่ออยากให้ลูกหลวงพ่อเป็นอย่างนี้  ถ้าได้อย่างนี้หลวงพ่อก็ดีใจ
                เพราะฉะนั้น  เวลาเดือนกว่าที่ต้องไปอบรมบาลีก่อนสอบ  ให้ลูกทุกรูปปฏิบัติตามโอวาทที่ให้ไว้ในวันนี้  และให้คิดเสมอว่าหลวงพ่อไปอยู่ตรงนั้น  ไปร่วมเรียน  ร่วมติว  ร่วมสอบกับลูกทุกรูปด้วย  หวังว่าในการสอบคราวนี้  หลวงพ่อคงจะมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า  มีหัวใจที่เบิกบาน  หูหลวงพ่อคงจะได้ยินได้ฟังข่าวอันเป็นมงคลว่า  ลูกทุกรูปสอบได้ยกชั้นหมดเลยนะจ๊ะ
ผู้ใดได้พบพระภิกษุที่ถึงพร้อมด้วยจรณะ
แล้วประนมกรนมัสการ  ให้ท่านเป็นผู้นำทาง
ผู้นั้นจะได้รับยกย่องสรรเสริญในปัจจุบัน
เมื่อสิ้นชีพแล้ว  ย่อมได้ไปสวรรค์


                            ปัพพชิตวิเหฐกชาดก  ขุ.ชา.มก.๕๙/๑๗๑

๑๐ ภาพสุดท้าย

๑๐
ภาพสุดท้าย
วันพุธที่  ๒๔  เมษายน  พ.ศ.๒๕๓๙
    
ถ้าจะเรียนวิชชาธรรมกายให้ดี  ๕  ปีแรก  ตั้งแต่วันที่เป็นนักบวช  ต้องไม่ไปเกี่ยวข้องกับทางบ้าน  คือตัดขาดกันเลยจากหมู่ญาติ  เพื่อนฝูง  สิ่งภายนอก  สื่อสิ่งพิมพ์  สื่อต่างๆ  ทั้งหมดเลย  เพราะว่าเป็น ๕ ปีแห่งการฝึกฝน  ใจเรายังไม่มั่นคง
 
                พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกำหนดเอาไว้  พระนวกะต้อง ๕ ปี  ไม่ให้กลับไปเยี่ยมโยม  เพราะยังไม่มีอะไรไปโปรดโยม  มีแต่โยมจะโปรดมากกว่า  เดี๋ยวโยมก็เทศน์โน่นเทศน์นี่กลับคืนมาเสียอีก  เพราะฉะนั้น ๕ ปีนี้ต้องอยู่ในความดูแลของพระอาจารย์  พระอุปัชฌาย์อาจารย์  แม้แต่โทรศัพท์ก็ไม่ควรติดต่อ

สื่อ...อันตราย
                ยุคนี้การทำธุรกิจต่างๆ  มีการแข่งขันกันสูงมาก  สื่อต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์  ทีวี  วีดีโอ  วิทยุ  หรืออะไรต่างๆ  ผลิตออกมาต้องเอาใจตลาด  ต้องขายให้ได้  เมื่อต้องแข่งขันกันในยุคที่กามกำเริบ  เขาก็นำภาพที่ทำให้เกิดความร้อนอกร้อนใจ  นำเรื่องของกามเดินหน้า  เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ  ในขณะที่ลูกเณรยังอยู่ในวัยหนุ่ม  ยังเป็นปุถุชนอยู่  มีเลือดมีเนื้อมีความหิวกระหาย  มีความอยากสารพัดอัดแน่นเต็มไปหมดในวัยนี้  เพราะฉะนั้นมันระเบิดง่าย  ถ้าคลุกคลีกับสิ่งเหล่านี้  พอตาเห็นเข้าใจมันจะคิดปรุงแต่ง  กำลังนึกถึงองค์พระอยู่ดีๆ  หลุดไปเลย  ฟุ้งซ่านไปเลย  เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ดี  ๕  ปีนี้ต้องหลีกเลี่ยงจากสื่อเหล่านี้นะลูกนะ
 
ดอกไม้พระอริยะ
                ดอกไม้พระอยู่ในป่าช้า  ดอกไม้ชาวโลกอยู่ในแจกัน  อยู่ในบาร์ในคลับ  เขาดูแล้วสวย  สบายใจ  แต่ดอกไม้พระดูแล้วสบายใจ  สดชื่น  ต้องไปดูในป่าช้า  เห็นซากศพ  หนอน  แมลง กำลังไต่ยั้วเยี้ยแทนแมลงภู่  เต็มไปหมดเลย  ดูแล้วหายกลุ้ม  คลายจากความกำหนัดยินดีต่างๆ  กระทั่งบรรลุธรรม  สมัยพุทธกาลเขาทำกันอย่างนี้นะ
ภาพสุดท้าย
                พุทธรัตนะ  ธรรมรัตนะ  สังฆรัตนะ  ๓  สิ่งนี้ให้อยู่ในใจ  ให้เป็นที่พึ่งยามว้าเหว่  ยามเหงา  ซึม  เครียด  เบื่อ  กลุ้ม   และเป็นเครื่องระลึกนึกถึงตลอดเวลา  นึกถึงท่านจะได้ชื่นอกชื่นใจ  มีอยู่  ๓  สิ่งแค่นี้ที่ดีที่สุดในโลก

                ถ้าทั้งวันทั้งคืนลูกเณรมีพุทธรัตนะ  ธรรมรัตนะ  สังฆรัตนะ  อยู่ในใจอย่างนี้  ไม่ช้าหรอก  ไม่กี่วันจิตต้องละเอียดแล้วพรึบเข้าไปสู่ภายใน  สว่างโล่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์พระธรรมกาย  เราเป็นพระ  พระท่านเป็นเรา  เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันยิ่งกว่ารสเปรี้ยวในมะนาว  รสหวานในน้ำตาล  ตอนนี้อานุภาพจะเกิดขึ้นแล้วสิ่งที่ไม่เคยเห็นก็จะเห็น  สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็จะรู้  สิ่งที่เคยสงสัยก็จะหายสงสัยไปตามขั้นตอน
                กว่าจะมาเป็นสามเณรนั่งต่อหน้าหลวงพ่อได้  เป็นกันมาแล้วสารพัด  เป็นพระราชามหากษัตริย์  เศรษฐี  มหาเศรษฐี  ยาจก  วนิพก  เป็นมาหมด  แต่ตอนสุดท้ายก็จะมาเป็นพระเป็นเณรเรื่อยมา
                ภาพพระ  ภาพสุดท้ายของโลก  หลังจากภาพสวมมงกุฎ  ถือคทาว่าราชการ  เหนื่อยแทบตาย  จะถูกแย่งชิงราชสมบัติอยู่ตลอดเวลา  กระทั่งมาเป็นเศรษฐี  มหาเศรษฐี  ผู้ครองเรือน  รบกับลูกเมียสารพัด  เดี๋ยวภาพเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน  เป็นเปรต  เป็นอสุรกาย  วนกันไปวนกันมา  แต่ภาพสุดท้ายคือภาพนี้  ภาพที่นุ่งห่มผ้ากาสายะ  เป็นภาพที่เทวดา  ผู้รู้  บัณฑิต  นักปราชญ์ทั้งหลายกราบไหว้บูชา
 
                ภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ  กว่าจะมาอยู่ตรงนี้ได้  ต้องสร้างบารมีมามากมายทีเดียว  ตอนนี้ลูกเณรมาอยู่ในภาวะอันสูงสุดแล้ว  ภาพสุดท้าย  เพศสุดท้ายของการเวียนว่ายตายเกิด  อย่าไปเริ่มต้นใหม่อีกนะ  อย่าไปเปลี่ยนแปลงเป็นภาพกางเกงล่ะ

                คนนุ่งกางเกงเขาไหว้ผู้ที่นุ่งสบง  ที่มีผ้าเยอะไหว้คนที่มีผ้าน้อย  ไหว้คนมีผ้า ๓ ผืน  คนที่นุ่งผ้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ไหว้คนที่ผ้าไม่เปลี่ยนแปลง  ที่สวมใส่ผ้าหลากสี  กราบไหว้บูชาผู้ที่มีสีเดียว
                ผ้าผืนสุดท้าย  สีเดียว  เหมือนทองคำแห่งความบริสุทธิ์  ทองไม่กลัวไฟ ใครสวมชุดนี้ไม่กลัวความทุกข์ยากลำบาก  ยิ่งเจอความทุกข์ยากลำบากเท่าไร  ยิ่งสุกใสเหมือนทองที่เจอไฟยิ่งใสยิ่งสว่าง  ผ้าผืนนี้มีตบะอยู่ในตัว  ใครสวมชุดนี้แม้กิเลสอาสวะจะทุบจะถอง  ดิน  แดด  ลม  ฝน  ทนได้ทุกอย่าง
               ช่างทองเขายืดทองเส้นนิดเดียว  เล็กเท่าเส้นผม  บาทหนึ่งยืดได้ยาวเป็นกิโลเมตร  ไม่ขาดตอนเลย  ผ้าผืนนี้ก็เช่น เดียวกัน  เป็นหนทางแห่งความดีที่ยาวไม่มีที่สิ้นสุด  สีทองเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์  ทองคำนอกจากมีมูลค่าแล้วยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่า  ทองน้ำหนัก ๑ บาท  ช่างทองนำมาทุบแบนๆ  ตีเป็น แผ่นทองคำเปลว  ไปติดที่ไหนก็มีคุณค่า  แล้วแปลก  ที่ทุกประเทศทั่วโลก  เขาไม่นำรัตนชาติอย่างอื่นมาตีเป็นราคาที่รักษาคุณค่าของทรัพย์หรือเงินตรานะ  แต่เขาใช้ทองคำ
                แล้วผู้ที่จัดหัวไม่เสร็จไหว้ผู้ที่จัดหัวเสร็จแล้ว  ไปดูเถอะทั่วโลก  จัดทรงผมบนหัวไม่เสร็จสักที  เดี๋ยวสั้น  เดี๋ยวยาว  เดี๋ยวหยิก  เดี๋ยวยืด  กลับไปกลับมา  ของเราใช้มีดโกนเป็นหวีทีเดียว  เพราะฉะนั้นควรภูมิใจทรงผมทรงสุดท้ายที่ทันสมัย

ลูกเณรมาอยู่ในภาวะอันสูงสุดแล้ว  ผ้าสีสุดท้าย  ผมทรงสุดท้าย  นี่คือภาพสุดท้าย  อย่าให้หลุดไปจากร่างกายนี้นะลูกนะ


ภิกษุผู้มีใจฟุ้งซ่าน  กลับกลอก
ถึงจะนุ่งห่มผ้าบังสุกุล
ภิกษุนั้นย่อมไม่งดงามด้วยผ้าบังสุกุลนั้น
เหมือนกับวานรคลุมด้วยหนังราชสีห์  ฉะนั้น
ส่วนภิกษุผู้มีใจไม่ฟุ้งซ่าน  ไม่กลับกลอก
มีปัญญาเครื่องรักษาตน  สำรวมอินทรีย์
ย่อมงดงามเพราะผ้าบังสุกุล  ดังราชสีห์ในถ้ำ  ฉะนั้น

                                                                มหากัสสปเถรคาถา ขุ.เถร.มก.๕๓/๓๓๗

๙ ผ้าสีสุดท้าย ๒

ผ้าสีสุดท้าย ๒
วันพุธที่  ๘  พฤษภาคม  พ.ศ.๒๕๓๙

เรามาถึงภาวะอันสูงสุดแล้ว  เพศสุดท้ายของการเวียนว่ายตายเกิดคือ  เพศพระ  อาชีพสุดท้ายของชีวิตในการเวียนว่ายตายเกิด  ก็อาชีพพระ  คนจน  คนรวย  พระราชามหากษัตริย์  พระเจ้าจักรพรรดิ  ตอนสุดท้ายออกบวชหมด  สวมเครื่องแบบชุดสุดท้ายในสังสารวัฏ  ที่คงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ชุดพระ  ผ้าสีสุดท้าย  สีทอง  ไม่มีสีทองก็เอาสีใกล้ๆ ทอง  หรือน้อยกว่าทองเรื่อยไป  คือสีที่เทียบกับสิ่งที่มีคุณค่าและมูลค่าสูง
                เครื่องแบบชุดสุดท้าย  ชุดที่มนุษย์และเทวดากราบไหว้บูชา  ยินดีต้อนรับ  มีของก็อยากให้  ให้แล้วก็มีความสุข 
เครื่องแบบชุดสุดท้ายทันสมัยอยู่เสมอ  ออกแบบครั้งเดียวใช้ชุดนี้มา ๒,๐๐๐ กว่าปี  ผู้ต้นคิดคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ผู้ออกแบบคือพระอานนท์  เป็นชุดที่จัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เพราะผู้รู้เป็นคนจัด  และไม่ใช่ว่าไปเจอสีนี้อยู่โคนไม้  หยิบเอามาห่มก็ไม่ได้  อย่างนั้นเขาเรียกว่า  ห่อตัว  ต้องมีพิธีกรรมสืบทอดกันยาวนานกว่า  ๒,๐๐๐ ปี  จึงจะได้ครองชุดนี้ได้  เพราะฉะนั้นควรภูมิใจในชุดนี้ให้ดี  อย่าไปเปลี่ยนผ้า  เปลี่ยนแปลงจิตใจดีกว่า  แล้วถ้าใครครองผ้าชุดนี้แล้วแนะนำเขาไปเลย  อย่าไปเปลี่ยนแปลงชุดเด็ดขาด  เพราะเป็นชุดที่เหมือนพระธรรมกายในตัว  เป็นชุดที่ทำให้เป็นผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบานแล้ว
                ชุดหลากสี  มีเงื่อนไขต้องทำมาหากิน  มีพันธะของชีวิต  มีเครื่องกังวล  มีเครื่องผูกหย่อนๆ  ผูกให้พัวพันตลอดเลย  ไม่เป็นอิสระ  ไม่มีเวลาว่างที่จะมาศึกษาธรรมปฏิบัติ  แต่ชุดนี้ไม่มีพันธะของชีวิต  ไม่มีภาระเครื่องกังวล  ปฏิบัติธรรมได้เต็มที่  เพราะฉะนั้นตอนไหนมีความรู้สึกว่าท้อแท้  ท้อถอย  อยากจะลาสิกขาละก็  ให้นึกถึงคำพูดที่หลวงพ่อพูดวันนี้ไว้เยอะๆ  แล้วเตือนๆ  กันเอาไว้ให้ดีว่า  เรากำลังจะไปถึงที่สุดแห่งธรรม  ชุดนี้เท่านั้นถึงจะไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้  ชุดอื่นไปยากเพราะมีเครื่องกังวล
ทรงผมทรงสุดท้าย
                ทรงผมทรงสุดท้ายหลังจากจัดกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็คือทรงนี้  แต่ที่ยังจัดไม่เสร็จ  เดี๋ยวสั้น  เดี๋ยวยาว  เดี๋ยวหยิก  เดี๋ยวเหยียด  เดี๋ยวปิดหน้า  เดี๋ยวเปิดหน้า  เดี๋ยวถักเปีย  เดี๋ยวตัดเปีย  สารพัดทรงอะไรก็ไม่รู้  นั่นยังจัดไม่เสร็จ  ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอีกนาน  แต่ทรงนี้เดือนหนึ่งหวี ๒ ครั้งเท่านั้น  หวีที่ไม่มีซี่  คมกริบ  คือมีดโกน  นี่เป็นทรงผมทรงสุดท้ายในสังสารวัฏนะลูกนะ
สภาพใจที่จะไปถึงที่สุดแห่งธรรม
                สภาพใจที่จะไปถึงที่สุดแห่งธรรม  ต้องเป็นสภาพใจที่ไร้กังวล  ไม่ติดในคน  สัตว์  สิ่งของ  เยือกเย็นเป็นนิตย์  สะอาด บริสุทธิ์  ผ่องใส  มีความสุขตลอดกาล  ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด  มีความรู้สึกไม่ต้องการอะไรเลย  แค่อาสนะหนึ่งผืน  ที่นั่งแคบๆ  ไม่เกิน ๑ ตารางเมตร  ที่นอนไม่เกิน ๒ ตารางเมตร  อาหารแค่กันตาย  รสชาติไม่คำนึงถึง  แล้วก็ไม่ยินดียินร้ายอะไร  ไม่ว่าใครจะกระทุ้งกระแทกแค่ไหน  ก็ไม่กระทบกระ-เทือนใจนิ่งเฉย  รู้สึกสดชื่นตลอดเวลา  และเวลาเราดูอะไรก็สักแต่ว่าดู  ไม่มีความรู้สึกพัวพัน  ผูกพัน  นั่นแหละเป็นสภาพใจที่เหมาะสมที่จะไปที่สุดแห่งธรรม
                                                  สัตว์โลกที่ยืน  นั่น  นอน  หรือเดินอยู่นี้
มิใช่อายุสังขารเท่านั้นที่ตดตามไป
แม้วัยก็เสื่อมลงไปทุกขณะที่หลับตาและลืมตาอยู่

                                                อนนุโสจิยชาดก  ขุ.ชา.มก.๕๘/๕๖

๘ หลวงพ่อไม่อยากให้สึกเลย

หลวงพ่อไม่อยากให้สึกเลย
วันพุธที่  ๒๒  พฤษภคม  พ.ศ.๒๕๓๙

หลวงพ่อไม่อยากให้ใครสึกเลยแม้แต่รูปเดียว  อยากให้ศึกษาวิชชาธรรมกายกัน  สึกออกไปอย่างมากก็ไปมีลูก  มีเมีย  ได้เลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย  ก็ได้แค่นั้น  หลวงพ่อยังนึกไม่ออกว่า จะได้อะไร  สุดท้ายก็หมดเวลาของชีวิต  ไม่ได้อะไร
                พวกเราลูกๆ หลวงพ่อทุกรูปมีบุญมากนะ  ที่ได้มีโอกาสศึกษาวิชชาธรรมกาย  เพราะฉะนั้นอย่าคิดสึก  ถ้าสึกควรเปลี่ยนเป็น  ”  คิดศึกษาไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม  ทุ่มชีวิตศึกษาวิชชาธรรมกายไปเลย  มีเท่าไรเรียนรู้ให้หมด  ไม่หมดไม่เลิก  ตายแล้วกลับมาเกิดใหม่  ศึกษาต่ออีก  คิดอย่างนี้สิ!  อย่าไปคิดมีลูกมีเมีย  ก็ได้แค่ลูกแค่เมีย  ไม่วิเศษอะไรเลย  หมู หมา กา ไก่  มันทำได้  ใครก็ทำได้  ออกไปข้างนอกเจอคนหาลูกหาเมียเยอะแยะ  ไม่หานี่สิยาก  ศึกษาวิชชาธรรมกายนี่ยาก  ทั้งมนุษย์และเทวดา  เขาจะกราบไหว้  คอยติดตามคุ้มครองรักษาผู้ที่เข้าถึงวิชชาธรรมกาย  ศึกษาวิชชาธรรมกาย  หลวงพ่ออยากให้ลูกทุกรูปซาบซึ้งในวิชชาธรรมกายให้มากๆ  พยายามทุ่มชีวิตศึกษา  ฝึกฝนให้ชำนาญ  อย่าเอาหัวใจไปไว้ที่อื่นนะจ๊ะ

หลวงพ่อนั่งรับแขก  หลายท่านบอกว่า  สิ่งที่เขาอยากเป็นจริงๆ  คือเป็นอย่างที่หลวงพ่อเป็น  หรือเป็นอย่างพระอาจารย์  แต่ชีวิตตอนนี้เขาเลือกไม่ได้  เขาถูกเข้าไปอยู่ในคุกแล้ว  เหมือนมีเครื่องผูกหย่อนๆ ไว้  แต่จริงๆ เขาอยากเป็นอย่างนี้  เพราะฉะนั้นทุ่มหัวใจฝึกฝนนะ

                ชีวิตทางโลกไม่ใช่ความสุขหรอก  อารมณ์ที่เข้าถึงธรรมภายใน  มีความสุขละเอียดประณีตมากกว่า  เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าถึงจุดนี้ให้ได้  ศึกษาให้รู้แจ้ง  ฝึกฝนให้ชำนาญ  แล้วกลับไปสอนให้ชาวโลกเขามาถึงจุดนี้ให้ได้  หลวงพ่ออยากให้ลูกๆ ทุกรูป  มีความคิดอย่างที่หลวงพ่อคิด  และอยากให้เป็นอย่างนี้  จะเป็นได้ไหม
               
ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้
มีกำหนดร้อยปีเป็นอย่างมาก  ไม่เกินกำหนดนั้น
ย่อมเหือดแห้งไป  ฉะนั้น
จะมัวเพลิดเพลินไปไย
จะมัวเล่นคึกคะนองไปทำไม
ความยินดีจะเป็นประโยชน์อะไร
ประโยชน์อะไรด้วยการแสวงหาทรัพย์
จะมีประโยชน์อะไรด้วยบุตรและภรรยา


                                                                จิตตสัมภูตชาดก  ขุ.ชา.มก.๖๑/๓๓

๗ สิ่งที่ชาวโลกขาดแคลน

สิ่งที่ชาวโลกขาดแคลน
วันพฤหัสบดีที่  ๒๘  มีนาคม  พ.ศ.๒๕๓๙

หลวงพ่อบวชมาจนบัดนี้  ๒๗  พรรษาแล้ว  ยังไม่เคยมีใครมาถามความรู้ในมหาวิทยาลัย  จะเป็นด็อคเตอร์  หรือใครก็ตามที่มากราบหลวงพ่อ  ส่วนมากถามว่า  ในตัวมีพระจริงหรือเปล่า  สรณะอยู่ที่ไหน  เข้าถึงได้อย่างไร  ทำอย่างไรใจถึงจะหยุดนิ่ง  บุญบาปมีจริงไหม  นรกสวรรค์มีจริงไหม  อะไรต่างๆ เหล่านี้มากมายเลย  แต่ไม่เคยมีใครมาถามว่ารัฐศาสตร์เป็นอย่างไร  เศรษฐศาสตร์เป็นอย่างไร  ศาสตร์กี่ศาสตร์ไม่เคยถาม  ถามแต่พุทธศาสตร์
                หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  ท่านรวบรวมเขียนตำราไว้เล่มหนึ่งชื่อ คู่มือสมภาร”  ท่านวางแนวทางเอาไว้ว่า  สมภารทุกวัดจะต้องมีความรู้ทรงอภิญญา  แล้วถ่ายทอดให้ลูกวัด  ลูกวัดก็ถ่ายทอดให้ญาติโยมต่อๆ กันไป  สอนเรื่องความดี  ความชั่ว  เรื่องศีลธรรม  จะสอนกี่ยุคกี่สมัยก็ทันสมัยเสมอ  ความกตัญญูเมื่อพันปีที่แล้ว  กับความกตัญญูในปีนี้  หรืออีกพันปีข้างหน้าก็เหมือนกัน  ใครๆ ก็ต้องการให้ลูกมีความกตัญญูต่อพ่อแม่  หรือฆราวาสธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางแนวทางเอาไว้สอนฆราวาส  มุ่งสอนจากคดีโลกสู่คดีธรรม  การฝึกฝนตนเองเพื่อมุ่งถึงจุดแห่งการหลุดพ้น  นี่เป็นหน้าที่ของพระ  คือทำหน้าที่เป็นครูสอนศีลธรรมให้แก่ชาวโลก
                ชาวโลกเขาอยากเห็นเนื้อนาบุญที่สามารถบอกเขาได้ว่า  ทำบุญอย่างนี้แล้วจะได้อานิสงส์อะไร  ตายแล้วจะไปไหน  เป็นอยู่อย่างไร  เขาอยากรู้ตรงนี้นะ  ตรงนี้ต่างหากคือจุดที่โลกขาดแคลน

                หลวงพ่ออยากให้ลูกหลวงพ่อทุกรูปทุ่มเทชีวิตจิตใจมุ่งที่จะศึกษาความรู้ตรงนี้  ที่สามารถแนะนำชาวโลกได้ว่า  ที่พึ่งที่แท้จริงของมนุษย์นั้นอยู่ที่ไหน  เข้าถึงได้อย่างไร  และอะไรคือเป้าหมายของชีวิต  เมื่อเรารู้แล้ว  เห็นแล้วก็นำความรู้นี้ไปถ่ายทอดให้ชาวโลกได้รู้ตาม  โดยนำแผนที่โลกมากางกันเลย  ใครจะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาประเทศไหนก็เอาธงไปปักไว้  แล้วอธิษฐานทุกวันเลยว่า  ญาติมิตรของเราอยู่ตรงไหน  เราจะได้เดินทางไปโปรด  แล้วก็ศึกษาภาษา  ขนบธรรมเนียม  ประเพณี  วัฒนธรรม  ให้เรียนรู้พอที่จะไปถ่ายทอดให้เขารู้ว่าในตัวเขามีพระธรรมกาย  ถ้าทำได้อย่างนี้จะดีมากเลย  อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า  ทำโลกให้เป็นโลกแก้ว  เกิดมาอย่างนี้มีกำไร  ได้ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านนะลูกนะ

                ชีวิตมนุษย์ทั่วๆ ไป  หลวงพ่อก็เห็นเดือนชนเดือน  ไม่ว่าจะทำงานของตัวเอง  เอกชน  ข้าราชการหรือการเมืองก็ดี  เห็นแต่ว่าเดือนหนึ่งไปรับเงินเดือน  เอาไว้สำหรับเลี้ยงสังขารไปได้อีก ๑ เดือน  ถ้าไปทางการเมืองก็ไปตันที่นายกฯบ้าง  ประธานาธิบดีบ้าง  แล้วก็ไม่เห็นได้อะไร  ก็เห็นรบกันอยู่นั่นแหละ  ขึ้นไปก็ป้องกันตำแหน่ง  แม้เป็นเศรษฐีก็รวยฟรี
                ถ้าแค่กินเงินเดือนไปเดือนหนึ่ง  หลวงพ่อว่าเขาทำกันอยู่แล้ว  แต่เราทำในสิ่งที่ชาวโลกเขาขาดแคลน  สอนให้ชาวโลกรู้จักสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาปรารถนาว่ามีอยู่ในตัวเขา  แนะให้เขาเข้าถึงตรงนี้  หลวงพ่ออยากให้เขารู้  ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเกิดฟรี  ตายฟรี  ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร
                โลกยังขาดแคลนครูที่จะแนะนำให้เขาเข้าถึงพระธรรมกายภายใน  อันเป็นที่พึ่งที่แท้จริง  ที่มีอยู่แล้วในกลางกายของมนุษย์ทุกคน  ถ้าหากว่าเขาเข้าถึงจุดนี้ได้  ทุกคนเปิดช่องเดียวกัน  ช่อง ๐๗๒  ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือสะดือ ๒ นิ้วมือ  เดี๋ยวก็คิดเหมือนกัน  พูดเหมือนกัน  ทำเหมือนกัน  ต่อไปก็จะได้มีเวลาธรรมกายคือทั่วโลกนั่งธรรมะตลอด ๒๔ น.  เมื่อซีกโลกหนึ่งสว่าง  อีกซีกโลกหนึ่งกำลังค่ำ  ก็นั่งธรรมะต่อกันไปเลย  เห็นไหม  ถ้าหากว่าเอาผู้มีบุญไปโปรดทุกประเทศทั่วโลก  ทุ่มชีวิตกันชาติหนึ่ง  เดี๋ยวก็ตายแล้ว  อย่างนี้ถึงจะใช้ชีวิตคุ้มค่านะลูกนะ
เหมือนขว้างความสุข...ไปข้างหน้า
                หลวงพ่อนั่งคุยกับเศรษฐี  อย่านึกว่าเศรษฐีเขามีความสุขนะ  เศรษฐีคุ้นกับการลงทุน  เหมือนนักมวยต้องต่อยมวย  นักลงทุนต้องลงทุน  ได้โครงการนี้มาอิ่มใจได้หน่อยเดียว  ทนไม่ไหวต้องเอาไปลงทุนใหม่อีกแล้ว  เขาจะกลัวอยู่อย่างคือกลัวเงินอยู่เฉยๆ
เม็ดเงินแต่ละเม็ด  ถ้าลงไปแล้วต้องมีเม็ดเงินงอกต่อมา  เพราะฉะนั้นสิ่งอะไรที่มองไม่เห็นเป็นรูปธรรม  เป็นเม็ดเงินขึ้นมา  เขาไม่เอา  พอลงทุนไปแล้วมันไม่ใช่ว่าหมูนะ  เมื่อขยายงาน  ก็ต้องขยายทีม  พอขยายทีมก็ต้องขยายทุน  ขยายทุนก็ขยายที่  ขยายที่ก็ต้องขยายดอก  ขยายดอกขยายปัญหา  ขยายปัญหาขยายความเครียด  ขยายความกดดันไปเรื่อย ๆ  เป็นอย่างนี้จนหมดเวลาของชีวิต
                หลวงพ่อคุยกับเศรษฐีทีไรเห็นเขากลุ้มใจทุกที  หลวงพ่อเคยถามมหาเศรษฐีว่า  หาเงินเยอะๆ ไปทำไม  แปลกจังเขาตอบไม่ค่อยได้  แต่ถ้าถามว่าหาเงินอย่างไร  ตอบเก่งมากคล่องมาก  แต่พูดไปก็บ่นไปกลุ้มไป  ดูปนทุกข์อย่างไรก็ไม่รู้  เหมือนขว้างความสุขไปข้างหน้า  ในที่สุดก็หมดเวลากันไป  ไม่ได้อะไร
                เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วมีเศรษฐีระดับหมื่นล้านบอกกับหลวงพ่อว่า  ให้แก่ๆ ก่อน  แล้วจะเข้าวัดปฏิบัติธรรม  ตอนนี้ตายไปแล้ว  ไม่รู้ว่าแก่หรือยัง  ยังไม่ทันได้นั่งสมาธิเลย  ชีวิตมันก็แค่นี้  แป๊บเดียวเท่านั้นเอง

                หลวงพ่อก็เจออย่างนี้  มันสู้การศึกษาวิชชาธรรมกายไม่ได้  เพราะฉะนั้นอย่าให้มีความคิดว่าจะสึกดีหรือจะอยู่ดี  สึกไปอย่างมากก็ไปมีเมีย  แล้วก็มีลูก  แล้วก็ได้เลี้ยงลูก  ได้กลุ้มกับลูก  ได้ดูหลาน  ก็เพลินกับหลาน  แล้วก็กลุ้มกันไปอย่างนั้น  จนกระทั่งหมดเวลากันไป  มันก็ได้แค่นี้เอง
                หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ยืนยันว่า  ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะต่อสู้กับพญามารได้  นอกจากหยุดกับนิ่ง  เราจะไปขนรถถัง  ปืนใหญ่  หรือนำขีปนาวุธ  มาสู้กันก็ไม่ได้  จะเอาเงินไปซื้อก็ไม่ได้  มีวิธีเดียวที่จะสู้กับเขาได้คือ  หยุดกับนิ่ง  เพราะฉะนั้นเรามาถึงจุดสูงสุดของวิชชาแล้ว  พยายามรักษาตรงนี้ไว้ให้ยิ่งกว่าชีวิตนะลูกนะ
                                      เงินทองนี้  ทำให้เกิดความโลภ
ความมัวเมา  ความลุ่มหลง
ความคิด  ดังเครื่องผูก
มีภัย  มีความคับแค้นมาก
เงินทองนั้นตั้งอยู่ไม่ยั่งยืนเลย


                                                          อนนุโสจิยชาดก  ขุ.เถรี.มก.๕๔/๔๑๖

๖ คิดไกล มองไกล

คิดไกล   มองไกล
วันพุธที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๙
                ชีวิตชาวโลกไม่มีอะไร  ถ้าลูกเณรอยู่ในวัยนี้  อดทนอดกลั้นต่อความสนุกสนานในทางโลก  เอาชนะการปวดกามได้  จะเป็นวัยที่สร้างบารมีได้ดีที่สุด  เพราะเป็นวัยที่แข็งแรง  วัยนี้นั่งสมาธิไม่ค่อยปวดเมื่อย  สร้างบารมีก็เต็มที่
                พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อทรงมอบราชสมบัติให้พระราหุล  พระองค์ก็มอบเพศสามเณรให้เป็นเพศสุดท้าย  เป็นภาพสุดท้ายของชีวิตมนุษย์ที่เวียนว่ายตายเกิด  เพราะฉะนั้นลูกเณรต้องพยายามรักษาสถานะนี้ให้ได้  ต้องเอาชนะมันให้ได้  ทั้งความกำหนัดยินดีในกาม  ความสนุกสนานเพลิดเพลิน  ความสะดวกสบาย  ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่  เพราะความรู้สึกว่าเราขาดแคลนทรัพย์  ขาดแคลนลาภ  ยศ  สรรเสริญ  คนยกย่องชื่นชม
               
ถ้าเมื่อไรเรารู้สึกขาดแคลน  เมื่อนั้นเรายังยากจนอยู่  แต่เมื่อไรเรามีความรู้สึกว่า  ไม่ต้องการอะไรเลย  ต้องการแค่ปัจจัย ๔ อันควรแก่สมณบริโภค  มีอาหารพอเลี้ยงสังขาร  มีจีวรไม่กี่ผืนไว้ปกปิดร่างกายป้องกันความละอาย  ไว้ให้ความอบอุ่น  ป้องกันลม แดด ฝน สัตว์ร้ายต่างๆ  มีที่อาศัยเล็กๆ จะได้ไม่ต้องดูแลมาก  จะได้มีเวลาทำสมาธิภาวนาได้เต็มที่  มีหยูกยาพอจะรักษาสังขารซึ่งมีความเจ็บเป็นธรรมดา  ให้ร่างกายพอทนที่จะสืบอายุต่อไปเพื่อการบำเพ็ญสมณธรรม

                ถ้าหากว่าใครมีอยู่แค่นี้แล้วรู้สึกว่าเต็มเปี่ยม  ไม่ได้ขาดแคลนอะไรเลย  รู้สึกสดชื่นเบิกบาน  อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า  ไม่จน  ไม่ขาดแคลน  สามารถเป็นอยู่ได้ด้วยตัวของเราเอง  จะเป็นผู้ใกล้ต่อหนทางพระนิพพาน  ใกล้ต่อที่สุดแห่งธรรม  เป็นผู้ควรแก่การเคารพสักการบูชาของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

                หลวงพ่ออยากให้ลูกเณรเป็นอย่างนี้จังเลย  วัยที่เหมือนดอกไม้บานในยามเช้า  กำลังสดชื่นแข็งแรง  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเรียกว่า  ทหระ  คือวัยหนุ่ม  มีความแข็งแรงที่จะต่อสู้ทุกสิ่งได้  ถ้าทนปวดกามได้  ทนความสนุกสนานเพลิดเพลินได้  เว้นการติดต่อจากหมู่ญาติเพื่อนฝูง  สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ  วิทยุ  ทีวี  ที่จะทำให้ใจเร่าร้อน   หรือสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์  แล้วตั้งใจศึกษาภาคปริยัติ  ปฏิบัติ  อย่างเต็มที่

                หลวงพ่อเคยกล่าวไว้  ให้เรียนปริยัติด้วยความกระหายอยากจะรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สร้างบารมีมา ๒๐ อสงไขยแสนมหากัป  ทั้งคิดในใจ  เปล่งวาจา  กระทั่งได้รับพุทธพยากรณ์เป็นพระพุทธเจ้านั้น  พระองค์ตรัสรู้เรื่องอะไร  มีธรรมอะไรที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า  ศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้ง  แล้วน้อมนำมาปฏิบัติเพื่อเป็นอย่างพระองค์  ไม่ใช่หวังเพียงแค่สอบให้ได้พอเป็นเกียรติยศชื่อเสียงของตัวเองเท่านั้น  อย่าคิดเพียงแค่นั้น  ต้องคิดให้ไกลไปกว่านั้น  อย่ามองแบบคนสายตาสั้น  ต้องมองแบบคนที่มีสายตายาวไกลที่ไร้ขอบเขตจำกัด  ลูกเณรต้องหัดมองลึกๆ  อย่าไปมองแบบตื้นๆ
                นั่นคือ  สิ่งที่หลวงพ่อพยายามปลูกฝังให้ทุกคนหัดมองทีเดียวให้มันทะลุ  มองไกลๆ  มองให้ครอบคลุม  ถ้าเรามองคลุมอย่างนี้ไม่ได้  เราจะมองภาพถึงที่สุดแห่งธรรมได้อย่างไร  ต้องมองเห็นโลกใบเล็กเท่ากับผลมะขามป้อมอยู่ในฝ่ามือ  หรือจักรวาลที่ไม่มีประมาณเอามาใส่ในฝ่ามือได้  อย่างนี้จึงจะศึกษาวิชชาธรรมกายได้  หัดมองไกลๆ  อย่างนี้สิ  อย่าไปมองตื้นๆ  แล้วมองอะไรหัดมองให้ครบวงจร
มาตุคาม
                หัดมองทุกเรื่องให้ครบวงจร  อย่างเช่นเราเห็นผู้หญิงสวยอย่างนางงามจักรวาล  ถ้าเราดูไม่ครบวงจร  เราจะมีความกำหนัดยินดี  อยากได้  อยากถูกต้อง  อยากสัมผัส  แต่ถ้ามองให้ครบวงจร  มองตั้งแต่เกิด  จนกระทั่งตาย   เดี๋ยวเกิด  เดี๋ยวแก่  เดี๋ยวเจ็บ  เดี๋ยวตาย  มองทั้งข้างนอก  มองทั้งข้างใน  พลิกเอาอวัยวะภายใน  ตับ ไต ไส้ พุง  ออกมาข้างนอก  ดูซิว่าเอาขึ้นไปประกวดบนเวที  ใครเขาจะดูบ้าง  หัดมองอย่างนี้นะลูกนะ
                วันหนึ่ง  หลวงพ่อรับแขก  อยู่ๆ เขาก็เล่าถึงนางงามจักรวาล  สวยอย่างนั้นสวยอย่างนี้  ชมใหญ่เลย  หลวงพ่อก็ปล่อยให้เขาเล่าไป   เล่าเสร็จเขาหันมาถามหลวงพ่อ  หลวงพ่อพูดไปได้อย่างไรก็ไม่รู้  แต่ก็ได้ผลนะ  ไม่ได้เรียกว่าพูด  เรียกว่าโพล่งมากกว่า  บอกเขาว่าอย่างไรรู้ไหม  “แต่ขี้เหม็น  เขาบอกว่า  แหม..หลวงพ่อ  แล้วก็ไม่เล่าอีกเลย  โพล่งทีเดียวได้ผลชะงัดเลย  ปกติหลวงพ่อไม่ใช้คำประเภทนี้  หลวงพ่อจะต้องหลบๆ เลี่ยงๆ  มูลบ้าง  อุจจาระบ้าง  แต่วันนั้นพรวดไปเลย  พูดถึงต้นกำเนิดภาษายังไม่ได้ปรุงแต่งกันไปเลยนะ  คำเดียวหยุดเลย
สมัยหนึ่งเวลารับแขก  จะโดนคำถามอย่างนี้บ่อย  ไม่รู้เป็นอะไร เขาถามว่า  ถามจริงๆ เถอะท่าน  เวลาเห็นผู้หญิงสาวๆ สวยๆ  ท่านรู้สึกอย่างไร”  หลวงพ่อบอก  คิดถึงแม่”  เขาบอก  อะไรนะ เห็นผู้หญิงแล้วทำไมคิดถึงแม่”  ก็บอกว่า  เพราะว่าเป็นเพศเดียวกับแม่ผู้ให้กำเนิดมา  ถ้าไม่มีอย่างนี้เราคงเกิดไม่ได้”  เพราะฉะนั้นไม่ได้คิดอย่างอื่นเลย  คิดถึงแม่  แล้วคิดอย่างไรอีก  ก็บอกว่า  คิดว่าเดี๋ยวก็แก่  เดี๋ยวก็เจ็บ  เดี๋ยวก็ตาย”  เขาถาม  “คิดแค่นี้เหรอ”  ก็บอกว่า  คิดมากกว่านี้อีก  คิดว่าถ้าพลิกข้างในออกมาข้างนอก  แล้วเอาข้างนอกไว้ข้างในจะเป็นอย่างไร  แล้วเวลาไม่อาบน้ำ  มันก็เหม็นเหมือนเราอย่างนี้แหละ  มันหอมด้วยของที่ชะโลมมา  และถ้าตายร่างกายก็จะแข็งทื่อ  นานไปก็พองโต  สัตว์อื่นก็มาอาศัย  มาแทะ  มากิน  ก็เล่าอย่างนี้ไปเรื่อยๆ  เพลินๆ  แล้วก็ได้ผล  ตอนหลังเขาก็ไม่ค่อยมาถามเท่าไร
                เพราะฉะนั้นไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม  ลูกเณรต้องหัดมองให้มันครบวงจรอย่างนี้  อย่ามองตื้นๆ  จะปริยัติ  ปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน  เราต้องมองให้ลึกขนาดนั้น  แล้วลูกจะอยู่ได้  ผ้าผืนนี้จะเย็นฉ่ำสบายยังกับติดแอร์ทีเดียว  ไม่ร้อนเหมือนเอาไปตากแดดย่างไฟอย่างนั้นนะลูกนะ
ทำไมพระภิกษุบางองค์จึงบวชได้นาน
พระเจ้าอุเทนแห่งนครโกสัมพีตรัสถามพระปิณโฑลภารทวาชะว่า
เพราะเหตุไรพระภิกษุที่ยังหนุ่มแน่น  ยังไม่หมดในความระเริงในกามทั้งหลาย 
จึงสามารถบวชประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้นาน  หรือจนตลอดชีวิต
พระปิณโฑลภารทวาชะตอบว่า  ขอถวายพระพร  พระผู้มีพระภาค  ผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระองค์ได้ตรัสไว้ดังนี้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เธอทั้งหลายจงถือว่าเป็นมารดาในสตรีปูนมารดา
จงถือว่าเป็นพี่สาวน้องสาวในสตรีปูนพี่สาวน้องสาว  จงถือว่าเป็นธิดาในสตรีปูนธิดา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เธอทั้งหลายจงมาพิจารณากายนี้แหละ
เบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป  เบื้องล่างตั้งแต่ปลายผมลงมา  อันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ  เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ  ว่ามีอยู่ในกายนี้คือ  ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง  เนื้อ  เอ็น  กระดูก  เยื่อในกระดูก  ม้าม  หัวใจ  ตับ  พังผืด  ไต  ปอด  ไส้ใหญ่  ไส้น้อย  อาหารใหม่  อาหารเก่า  ดี  เสลด  หนอง  เลือด  เหงื่อ  มันข้น  น้ำตา  เปลวมัน  น้ำมูก  ไขข้อ  น้ำมูตร  ดังนี้

ภาราทวาชะสูตร  สัง.มก.๒๘/๒๓๑

๕ ถ้าคิดจะสู้ สิ่งเหล่านั้นก็ไร้ความหมาย

ถ้าคิดจะสู้   สิ่งเหล่านั้นก็ไร้ความหมาย
วันอาทิตย์ที่  ๒๘  เมษายน  พ.ศ.๒๕๓๙

                วัยลูกเณร  เป็นวัยที่เหมาะสมในการศึกษาวิชชาธรรมกายเป็นอย่างยิ่ง  เพราะเป็นวัยที่แข็งแรง  โรคภัยไข้เจ็บยังน้อย  ภาระเครื่องกังวลก็ไม่มี   ถ้าเอาความแข็งแรงความสดชื่นของร่างกายและความมีโรคน้อย  กับความปลอดกังวลในวัยนี้  ทุ่มเทชีวิตจิตใจศึกษาธรรมปฏิบัติ  จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและชาวโลกอย่างยิ่ง
                แต่จะมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ลูกเณรหลุดจากเส้นทางธรรมก็คือ  นำความกำหนัดยินดีในกามมายั่วยวนให้หลงใหล  นำความเพ้อฝันในอนาคต  อยากมีทรัพย์  ลาภ  ยศ  สรรเสริญ  ความเทียมหน้าเทียมตากับชาวโลกเขา  หรือยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นมาล่อลวง  นี่คือสิ่งที่ลูกเณรจะต้องเจอ  แต่ถ้าลูกเณรตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะเดินไปในเส้นทางนี้และพร้อมที่จะสู้ไปกับหลวงพ่อ  และมีวิชชาธรรมกายเป็นสรณะเป็นที่พึ่งที่ระลึกแล้วละก็  สิ่งเหล่านี้ก็ไร้ความหมาย  ลูกเณรสามารถเอาชนะได้อย่างสบายๆ  หลวงพ่อได้ผ่านวัยนี้มาแล้ว  ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร
มะม่วงยังไม่ลืมต้น
                อย่างไรก็ตามเพื่อความไม่ประมาท  ลูกเณรจะต้องทำอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนก็คือ  ให้ถือว่าเรายังเป็นนวกะอยู่  หมายความว่า  ยังเป็นผู้ใหม่ในพระธรรมวินัย  แม้ยังไม่ได้บวชเป็นพระก็ตาม  ภายใน ๕ ปีนี้  ลูกเณรจะต้องพรากจากครอบครัวอย่างแท้จริง  พรากจากหมู่ญาติ  จากเพื่อนฝูง  จากข่าวสารต่างๆ  ที่เป็นพิษเป็นภัยต่อจิตใจของลูกเณร  ลูกเณรจะต้องเอาชนะสิ่งนี้ให้ได้เพราะ ๕ ปีที่อยู่ในเส้นทางนี้เหมือนมะม่วงยังไม่ลืมต้น  มะม่วงที่เปรี้ยวจะต้องปลิดออกมาบ่มให้สุกงอม  ให้คลายรสเปรี้ยวเสียก่อน  ลูกเณรก็เช่นเดียวกัน  ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องแต่งกายใหม่ก็ตาม  แต่ถ้าหากว่าจิตใจของเรายังไม่พรากจากสิ่งเหล่านั้นจริงๆ  เครื่องแบบก็เป็นเพียงเครื่องแบบ
                ลูกเณรต้องทำความเข้าใจกับหมู่ญาติให้ดีว่า  ๕ ปีนี้ลูกเณรขอโอกาสศึกษาพระธรรมวินัยให้เต็มที่  เพื่อให้แตกฉาน  ให้ใจนั้นเข้มแข็ง  ไม่ใช่ไม่รักไม่เคารพโยมพ่อ โยมแม่ ปู่ย่า ตายาย ญาติมิตร  แต่ว่าลูกเณรยังเป็นผู้ใหม่อยู่  จึงจะต้องศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด  ถ้าหากว่ากลับไปเยี่ยมบ้าน  สิ่งที่จะได้ยินได้ฟังก็มีแต่เรื่องทางโลก  เรื่องที่นำมาซึ่งความร้อนใจ  ทำให้จิตหยาบ  เกิดความท้อ  และในที่สุดเราก็จะถอยจากเส้นทางนี้ออกไป
                เพราะฉะนั้น ๕ ปีนี้  จะต้องเป็น ๕ ปีที่ลูกเณรจะต้องเข้มแข็งตั้งใจมั่นที่จะศึกษาฝึกฝนตัวของเราให้เป็นสามเณรที่โลกต้องการ  เป็นสามเณรทหารกล้าแห่งกองทัพธรรมที่มุ่งจะไปถึงที่สุดแห่งธรรม  จะต้องทำความเข้าใจกับหมู่ญาติให้ดี  และใจต้องพรากกันจริงๆ
 
บ่วงแห่งมาร
                จำไว้ว่าเส้นทางนี้ต้อง สู้อย่างเดียว  ขอให้นึกถึงคำเดียวเท่านั้น  จำง่ายๆ ว่า สู้ลูกเณรต้องสู้   เมื่อเจอสิ่งที่ยั่วยวนทำให้หลงใหลไปทางตา หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  แต่ถ้าเราไม่เผลอสติ  มีใจหยุดนิ่งอยู่ภายในกลางแล้ว  ทุกเรื่องเป็นเรื่องเล็ก  จะรู้สึกเฉยๆ  เรื่องโน้นเรื่องนี้ก็ไม่มีความหมาย  ทำอะไรเราไม่ได้ทั้งนั้น  เพราะฉะนั้นตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้  เป็นปฏิรูปเทสที่สำคัญ  ที่ลูกเณรจะต้องนำใจมาตั้งไว้อยู่ตลอดเวลา  ให้ติดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์พระภายในตัวเรา
               
หลวงพ่อขอให้ลูกเณรได้เดินทางในเส้นทางนี้โดยปลอดภัย  ไปให้ถึงที่หมายอย่างอัศจรรย์  หลวงพ่อจะเป็นธงชัยให้ลูกเณร  แล้วก็จะเป็นทุกสิ่งให้ลูกเณรเพื่อที่เราจะได้ไปถึงที่หมายพร้อมๆ กัน
                หลวงพ่อจะไม่ทิ้งลูกเณรแม้แต่รูปเดียว  เพราะฉะนั้นลูกเณรก็อย่าทิ้งหลวงพ่อไปนะ  เดี๋ยวเกิดไปเจอในบางสิ่ง  ก็มี ๒ เรื่องเป็นหลักคือ สตรีกับสตางค์นี่แหละ  ที่จะทำให้ลูกเณรทิ้งหลวงพ่อ  นอกนั้นเป็นเรื่องรองลงมา  แต่ถ้าหากว่าตั้งใจสู้ละก็  เรื่องใหญ่มันก็เป็นเรื่องเล็ก  จนกระทั่งไร้ความหมายไปในที่สุด  แต่ถ้าไม่สู้  เรื่องเล็กก็เป็นเรื่องใหญ่
                ยามใดที่เกิดความท้อแท้เบื่อหน่าย  หรือมีอุปสรรคอันใดเกิดขึ้นก็ตาม  ยามนั้นให้นึกถึงสิ่งที่หลวงพ่อได้พูด  ให้นึกถึงพระอาจารย์  ให้นึกถึงเพื่อนสหธรรมิกที่มีกำลังใจเข้มแข็ง  มีเป้าหมาย  ปณิธาน  อุดมการณ์  ที่จะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม  นี่คือบุคคลที่ควรเข้าใกล้  ไปพูดคุย  ไปปรึกษาหารือ  โดยมีวัตถุประสงค์ว่า  การคุยนี้จะนำมาซึ่งความเข้มแข็งของจิตใจ  มีกำลังใจที่จะเดินไปในเส้นทางนี้ต่อไป  ไม่ใช่ว่าคุยกับคนที่ท้อแท้แล้วชวนกันท้อถอย  อย่างนั้นไม่ถูกต้อง
                ถ้อยคำที่สำคัญนี้  หลวงพ่อฝากฝังเอาไว้ให้ลูกเณรทุกรูป  จะได้จำให้ติดลึกๆ  จำให้มั่นทีเดียว  เผื่อเวลาเราเจอภาวะที่ทำให้เราง่อนแง่นคลอนแคลน  จะได้นึกถึงคำที่หลวงพ่อพูดในวันนี้  แล้วรุกหน้าไป  ให้เหมือนกับช้างศึกที่ตกหล่มได้ยินเสียงกลองศึกตีกระหน่ำแล้วก็ลุกพรึบขึ้นมาได้เลย  ยืนหยัดสู้กันต่อไปไม่ว่าอุปสรรคอะไรจะเกิดขึ้น  เป็นสิ่งเล็กน้อยนิดเดียวเท่านั้นเอง  ตกนรกมันยังยิ่งกว่านี้นะลูกนะ
ธรรมรักษา
                การปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ  มีความสำคัญต่อลูกเณรมาก  ในขณะนี้ลูกเณรอยู่ใกล้หลวงพ่อ  ห่างจากสิ่งแวดล้อมที่ทำให้จิตหยาบ  มีจิตใจที่ละเอียดอ่อน  เพราะไม่มีเครื่องกังวลในเรื่องกิจวัตรกิจกรรม  หรือการศึกษาเล่าเรียน  ดังนั้นในขณะนี้จิตใจของลูกเณรยังเข้มแข็งอยู่  การก้าวเดินไปในเส้นทางนี้และในหนทางที่เราจะเดินต่อไปในอนาคต  ดูรู้สึกไม่ยากเย็นอะไร

                มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้ลูกเณรประคองตนอยู่ในเส้นทางนี้ได้โดยปลอดภัย  นั่นคือ  ลูกเณรจะต้องปฏิบัติธรรมให้สม่ำเสมอ  ทำจิตให้มันละเอียดเรื่อยๆ ไป  อย่างน้อยก็รักษาในระดับที่ลูกเณรได้เข้าถึงในตอนนี้  อย่าให้มันทรุดตกต่ำกว่านี้  แล้วให้มีองค์พระติดตัวเราไปเป็นสรณะตลอดเวลา  ไม่ว่าเราจะทำกิจวัตรกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่  ถ้าทำได้อย่างนี้  หลวงพ่อเชื่อว่าสิ่งที่ลูกเณรได้ตั้งใจไว้จะสมปรารถนา

แก้วสารพัดนึก
                ลูกเณรจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทุกๆ คน  ไม่ว่ากิจวัตรและกิจกรรมอันใด  ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่าง  เราทำของเราให้ถูกต้องและดีงามเท่านั้น  เมื่อเราทำอย่างสม่ำเสมอ  จะเกิดแรงบันดาลใจให้ผู้ที่ใจอ่อนแอ  เผลอเรอจากกิจวัตรกิจกรรม  เขาคึกคักเข้มแข็งตามลูกเณรมาด้วย  ถ้าลูกเณรเข้มแข็ง  เขาจะเข้มแข็ง  ถ้าลูกเณรมีระบบระเบียบ  เขาก็จะมีระบบระเบียบ  จะทำตามกันไป  เพราะฉะนั้นนี่เป็นสิ่งสำคัญมากนะจ๊ะ  ใครจะอย่างไรเรื่องของเขา  แต่เรื่องของเราต้องดีที่สุด  และนั่นแหละเขาจะทำตามเรา  ทำให้ได้นะลูกนะ  ทำอันนี้ให้ดีทีเดียว  ถ้าได้อย่างนี้ลูกเณรจะเป็นแก้วสารพัดนึกของหลวงพ่อ

เหมือนเล่นขายของ
                เราเลือกเกิดไม่ได้  แต่เราเลือกทำได้  เลือกเป้าหมายชีวิตได้  ตอนนี้เรามาสู่จุดสูงสุดแล้ว  จุดที่จะไปถึงที่สุดแห่งธรรม  ถือว่าสูงสุดในฐานะผู้รู้  เหลืออย่างเดียวเราเดินทางให้ถึงแค่นั้นเอง  อย่าท้อ  อย่ากลัวความยากลำบาก  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นลูกเณรต้องสู้อย่างเดียว  ไปให้ถึงที่สุดให้ได้  พยายามทำความละเอียดให้ได้ตลอดเวลา  ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะอันใดก็ตาม  ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว  เดี๋ยวจะได้นะ
 
                การครองเรือนเป็นเรื่องของเด็กๆ  เขายังไม่รู้เรื่อง  เหมือนเด็กๆ ให้ไปเล่นขายของสักพักหนึ่งก่อน  แต่ลูกเณรเป็นเด็กแต่ตัวนะ  ใจเราต้องเป็นผู้ใหญ่  ผู้ใหญ่จะต้องมีความรู้สึกนึกคิด  รับผิดชอบต่อมวลมนุษยชาติและธาตุธรรม  ทำงานใหญ่เลยลูกเอ๊ย  อย่าไปคิดทำงานเล็กๆ ไปครองเรือนก็ได้แค่ครอบครัว  ถูกครัวครอบ  แคบๆ แค่นั้นเอง  คิดทำงานใหญ่ๆ  ถึงเราจะจนๆ อย่างนี้  หลวงพ่อก็จนเหมือนกัน  แต่ใจของเราต้องยิ่งใหญ่  กว้างขวาง  ต้องคิดทำงานเพื่อมวลมนุษยชาติและธาตุธรรม  มันถึงจะสมกับที่เกิดมาเป็นมนุษย์

จงมาดูอัตภาพอันวิจิตร  มีกายเป็นแผลเน่าอันคุมกันอยู่แล้ว
กระสับกระส่าย  เป็นที่ดำริของชนเป็นอันมาก  ไม่มีความยั่งยืนมั่นคง
จงมาดูรูปอันวิจิตรด้วยแก้วมณีและกุณฑล  มีกระดูกอันหนังหุ้มห่อไว้ งามพร้อมด้วยผ้า (ของหญิง) เท้าที่ย้อมด้วยสีแดงสด  ใบหน้าที่ไล้ทาด้วยจุณ
ผมที่แต่งงามให้เป็นแปดลอน  ตาที่เยิ้มด้วยยาหยอด  กายเน่าอันประดับด้วยเครื่องอลังการ  ประดุจทะนานยาหยอดอันใหม่วิจิตร  พอจะหลอกคนโง่ให้หลงได้  แต่จะหลอกคนผู้แสวงหาฝั่งคือพระนิพพานไม่ได้
ท่านเป็นดังพรานเนื้อวางบ่วงไว้  แต่เนื้อไม่ติดบ่วง  เมื่อพรานเนื้อกำลังคร่ำครวญอยู่  เรากินแต่อาหารแล้วก็ไป


รัฐปาลสูตร  มัชฌิม.มก.๒๑/๓๔