วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

๔ ที่สุดแห่งการแสวงหา

ที่สุดแห่งการแสวงหา
วันศุกร์ที่..๓..พฤษภาคม..พ.ศ.๒๕๓๙

ลูกเณร  อยู่ในสภาวะของผู้เข้ามาใกล้พระรัตนตรัยแล้ว  มาถึงจุดของผู้รู้ที่ได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์  เป็นเครื่องแบบชุดสุดท้ายสำหรับการเดินทางในสังสารวัฏ  มีข้อวัตรปฏิบัติสุดท้ายที่เป็นไปเพื่อจะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม  ให้ลูกเณรทุ่มเทชีวิตจิตใจ  ฝึกกาย  วาจา  ใจ ของเรา  ให้มีความพร้อมที่จะเข้าถึงธรรมกายที่มีอยู่แล้วในตัวของเรา  จะได้พ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย  สามารถช่วยตัวเราเองและสรรพสัตว์ทั้งหลายได้ด้วย
                เพราะฉะนั้น  หลวงพ่ออยากให้ลูกเณรทุกรูปทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อแสวงหาธรรมกายอย่างเดียว  ไม่ไปแสวงหาสิ่งอื่น  ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เป็นแก่นสารของชีวิต
                เรื่องอื่นเป็นเรื่องของชาวโลก  เขายังไม่รู้  ยังไม่เข้าใจ  เขารู้ในสิ่งที่เขาได้เห็นในโลก  เกิดมาเห็นชาวโลกเขาทำอย่างไร  ก็ทำตามๆกันอย่างนั้น  ซึ่งในที่สุดก็ไม่เกิดประโยชน์  แถมเกิดโทษ  มีพันธนาการของชีวิต  มีความทุกข์  เซ็ง  เครียด เบื่อ กลุ้ม  สุมอยู่ในใจตลอดวันตลอดคืน  แต่บอกใครไม่ได้  จะลาออกจากสมาชิกครอบครัวก็ไม่ได้  เพราะมีพันธะชีวิตเสียแล้ว  ต้องทำมาหากิน  ต้องแก่งแย่งชิงดีกัน  มีทั้งคู่แข่ง  มีทั้งคู่แค้น  ลำบากตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน  หลับก็ไม่สนิท  ตื่นมาก็ไม่เป็นสุข  ชีวิตต้องดิ้นรนสับสนอยู่ตลอดเวลา  เพราะเขาเกิดมาเจออย่างนั้น  ก็ทำตามกันไปอย่างนั้น
                ชีวิตทางโลกไม่มีอะไรหรอก  ลูกเณรกำลังอยู่ในวัยห้าว  กำลังคิดอยากเป็นโน่นเป็นนี่  ไปนั่นไปนี่  ถ้าเป็นธรรมกายเสียจะดีกว่า  ประเสริฐกว่า  เพราะเมื่อเข้าถึงธรรมแล้วสามารถช่วยตนเองให้พ้นทุกข์ได้และช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย  ลูกเณรต้องตั้งใจแสวงหาธรรมกายอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันเลย  จึงจะคุ้มค่ากับที่ได้เกิดมา  อย่าไปคิดแสวงหาสิ่งอื่น  สิ่งอื่นไม่ได้เรื่องหรอก  ปากทางมันลื่น  ถ้าตกลงไปแล้วมันขึ้นไม่ได้

คล้ายกรงขัง
                ปากทางแห่งความเสื่อม  ปากทางดูสวยสดงดงาม  ดูหรูทีเดียว  เราลองไปดูรูงู  รูเต่า  หรือหลุมโจนดักปลา  ปากทางมันลื่น  สวย  ลงง่าย  เช่นเดียวกับปากทางแห่งความเสื่อม  แห่งความหายนะดูสวยสดงดงาม  ลื่นและลงง่ายอย่างนั้น  เห็นแล้วชวนแก่การเข้าไปจริงๆ  แต่พอหล่นตกลงไปแล้วขึ้นไม่ได้
พันธนาการของชีวิตก็เช่นเดียวกัน  เรามองออกไปนอกวัด  เห็นเพื่อนฝูง  เห็นชาวโลกได้เรียนสูงๆ จบปริญญา  นั่งรถเบ็นซ์  รถเก๋ง  มีลูกมีเต้า  เข้ามาวัดหัวเราะร่าเริง  ยิ้มแย้มแจ่มใส  มีคนนับหน้าถือตา  มีบริวารห้อมล้อม  พรั่งพร้อมทุกอย่าง  เขาคงจะมีความสุข  ส่วนเราอยู่ในวัดนั่นก็ระเบียบ  นั่นก็วินัย  นั่นก็ไม่ได้  นี่ก็ไม่ได้  อะไรก็ไม่ได้สักอย่าง  อยากจะกินก๋วยเตี๋ยวตอนกลางคืนก็ไม่ได้   กินมาม่าใส่ไข่เยี่ยวม้าก็ไม่ได้  จะดูนั่นดูนี่ก็ไม่ได้  ได้ยินเสียงกล้ามเนื้อกระตุกก็เต้นไม่ได้  มันชักอึดอัด  แล้วดูเพื่อนฝูงที่อยู่ข้างนอกดูเขามีความสุขจังเลย  แต่นั่นละหน้าชื่นอกตรม  คนในอยากออก  คนนอกอยากเข้า  จะออกก็ไม่ได้  แต่คนนอกยังไม่รู้เรื่อง  ยังสงสัยอยู่  อยากจะเป็นอย่างนั้น สุดท้ายก็หล่นหลุมโจนตกลงไปในไห
                ดูเผินๆ ตื้นๆ  เหมือนเราอยู่ในกรงขัง  แล้วดูชาวโลกเหมือนอยู่นอกกรง  แต่จริงๆ  แล้วกลับตาลปัตรกันเลย  เราดูเหมือนอยู่ในที่แคบ  แต่เราจะไปสู่ที่กว้างที่สุดที่ไม่มีขอบเขต  เป็นอิสระ  กว้างขวางใหญ่โต  ส่วนทางโลกนั้นดูเหมือนกว้างแต่ติดพันธนาการของชีวิต  ไปไหนมีเครื่องผูกหย่อนๆ ตลอดเวลา  ห่วงลูก  ห่วงครอบครัว  ห่วงนั่นห่วงนี่  ไปต่างประเทศ  ไปไกลๆ  นึกว่าจะไม่ห่วง  ก็ยังห่วงบ้าน  เหมือนมีเชือกผูกหย่อนๆ อยู่ตลอด  ในที่สุดก็อยู่ในที่แคบ  ไม่เป็นอิสระ
เงื่อนไขชีวิต
                ทุกชีวิตไม่ว่าเราจะไปอยู่ตรงไหน  มีเงื่อนไขทั้งนั้น
                เป็นนักบวช  จะให้เขาเคารพกราบไหว้บูชา  ให้โอกาสเราทำความดี  ทำหยุด  ทำนิ่ง  ก็ต้องมีเงื่อนไข  คือมีกฎ  ระเบียบ  มีพระธรรมวินัย  ที่จะทำให้เราแตกต่างจากชาวโลก  ให้เราดีขึ้น  สว่างขึ้น  บริสุทธิ์ขึ้น
อยู่ทางโลก  ได้เที่ยวเตร่สนุกสนาน  เฮฮา  มีครอบครัว ก็มีเงื่อนไขคือ  มีพันธนาการของชีวิต  ต้องทำมาหากิน  ต้องเลี้ยงดูครอบครัว  ไม่มีโอกาสได้ประพฤติปฏิบัติธรรม  ได้สร้างความดี  สร้างบารมีได้อย่างเต็มที่อย่างเช่นนักบวช
                นักบวชไม่ต้องทำมาหากิน  แต่ก็ต้องทำศีล  สมาธิ  ปัญญา  ให้เจริญ  ฝึกหยุด  ฝึกนิ่ง  ส่วนทางโลกเขาไม่ต้องทำอย่างนี้  เขามีครอบครัวได้  แต่ต้องทำมาหากิน
                การทำมาหากินทางโลกลำบากมาก  ลูกเอ๊ย  กว่าจะได้เงินทองมา  ต้องไปตบไปตีเขานะ  ไม่ใช่หมายความว่าต้องไปตบเขาจริงๆ  แต่หมายความว่า  ต้องไปต่อสู้กับเขาทีเดียว  มันลำบาก  ทำมาหากินยังไม่พอจะกิน  อย่าหวังทำมาหาเก็บ  หรือทำมาค้าขาย  ยิ่งทำมาสร้างบารมีนี่น้อยที่สุดเลย
                เพราะฉะนั้นจะอยู่ในเพศสมณะก็มีเงื่อนไข  เป็นฆราวาสก็มีเงื่อนไขเหมือนกัน  จะอยู่ตรงไหนมีเงื่อนไขทั้งนั้น  จะรับราชการทหาร  เขาก็มีเงื่อนไขของทหาร  จะเป็นพลเรือนก็มีเงื่อนไขของพลเรือน  แต่ทางโลกนั้น  สิ่งแวดล้อมมีแต่ผู้ทุศีล  เราจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์แม้เพียงข้อเดียวก็ยาก  หากออกไปอยู่ทางโลก  เราจะเป็นผู้ทุศีลไปโดยที่เราไม่รู้ตัว  ส่วนทางธรรม  มีระเบียบ  มีวินัย  แต่ว่าศีลเราจะบริสุทธิ์  จิตเราจะตั้งมั่น  เราจะมีปีติสุขเป็นรางวัลตอบแทนให้กับตัวเรา
                สรุปว่า  ชีวิตไหนก็ไม่มีอิสระเท่ากับชีวิตของนักบวช  เราเหมือนอยู่ที่แคบ  แต่ใจเราจะไปสู่โลกกว้างที่ไม่มีขอบเขต  เป็นอิสระ  แต่ทางโลกเขาเหมือนอยู่ในโลกกว้าง  แต่ใจเขาคับแคบ  อึดอัด  บอกใครก็ไม่ค่อยได้  นี่มันเป็นอย่างนี้นะลูกนะ

วินัย
                วินัย  คือ  สิ่งที่นำเราออกไปดี  นำเราไปแจ้ง  นำเราให้แตกต่างจากชาวโลก  จนกระทั่งเขาเคารพกราบไหว้บูชาเราได้  ด้วยความเลื่อมใสในข้อวัตรปฏิบัติและปฏิปทาของเรา  เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความงดงาม  และความอยู่เป็นสุขของหมู่คณะ  เป็นสิ่งที่ยังความเลื่อมใสยิ่งขึ้นแก่หมู่ชนผู้เลื่อมใสแล้ว  และยังความเลื่อมใสแก่ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส
                เพราะฉะนั้น  อย่าอึดอัดกับการที่ต้องอยู่ในพระธรรมวินัย  แต่ให้คิดว่ากฎ  ระเบียบ  หรือพระธรรมวินัยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  เหมือนตื่นเช้าขึ้นมาอาบน้ำ  ล้างหน้า  แปรงฟัน  ขับถ่าย  ไม่มีใครมาบอกเรา  แต่เป็นสิ่งที่เราทำเป็นปกติอยู่แล้ว  หากลูกเณรทำได้อย่างนี้  ต่อไปจะเกิดอานิสงส์คือ  ทำให้จิตใจเราเบิกบาน  แช่มชื่น  แล้วก็ติดเป็นนิสัย  ไม่มีความรู้สึกว่า  เป็นสิ่งที่ทำให้เราอึดอัด  คับแคบ  ยุ่งยากใจ  ลำบากใจ

                ดังนั้น  ลูกเณรอย่าเสียเวลาอึดอัดใจกับการที่เราต้องอยู่ในระเบียบวินัย  ด้วยการทำความเข้าใจว่า  เรามาอยู่ในสภาวะของผู้มีบุญมีบารมี  มาอยู่ในภาวะจุดสูงสุดแล้ว  อะไรๆ ไม่เป็นอุปสรรคทั้งนั้น  จะเป็นคำแนะนำสั่งสอน  กฎระเบียบวินัยก็ดีเป็นเรื่องเล็ก  เราทำตามเสียก็หมดเรื่อง  แล้วก็ตั้งใจฝึกฝนตนเองให้ดี  ให้สมควรที่จะรองรับวิชชาธรรมกาย  เดี๋ยวเราก็อยู่เป็นสุขสบาย  เดี๋ยววัน  เดี๋ยวคืน  เดี๋ยวเดือน  เดี๋ยวปี  เดี๋ยวหลายๆ ปี  เดี๋ยวก็แก่เฒ่ากันแล้ว
หยาดเหงื่อที่หลั่ง...ต่างกลั่นเป็นบุญ
                วัยของลูกเณร  เป็นวัยที่เหมาะสมในการศึกษาวิชชาธรรมกายอย่างยิ่ง  เพราะว่าวัยนี้มีโรคน้อย  สุขภาพยังแข็งแรง  เครื่องกังวลก็ไม่มี  เหนื่อยแป๊บเดียว  เดี๋ยวพักก็หาย  ลูกเณรยังเหนื่อยไม่จริง  วัยขนาดหลวงพ่อนี่เหนื่อยจริง  นั่งเฉยๆ ก็เหนื่อย  นอนเฉยๆ ก็เหนื่อย

                ในวัยของลูกเณรกำลังแข็งแรง  สดชื่น  เบิกบาน  มีความพร้อมทุกอย่างเลย  ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเล่าเรียน  ฝึกฝนตัวเราให้ดี  ทุกกิจกรรมมีเอาไว้เพื่อการสร้างบารมีทั้งนั้น  อย่าคิดเพียงตื้นๆ ว่า  ทำไมเราจะต้องทำงานโน่น   ทำงานนี่  ลำบากลำบนจังเลย  อย่าไปคิดอย่างนั้นนะจ๊ะ
  
                วัดของเราเป็นของลูกเณรทั้งหมด  ต่อไปเมื่อหลวงพ่อไม่อยู่แล้ว  ทีมของลูกเณรเจริญเติบโตขึ้น  ก็ต้องมารองรับในสิ่งที่หลวงพ่อและชุดบุกเบิกได้สร้างขึ้นมา  ลูกเณรอยู่ในชุดรักษา  และทำให้เจริญต่อไป  เราต้องเรียนรู้งานทุกระบบ  ตั้งแต่ในห้องน้ำหลวงพ่อก็ทำมาแล้ว  ต้นไม้ใบหญ้า  ขุดลอกคันคูคลอง  ทำความสะอาด  จัดเสนาสนะ  ตลอดจนกระทั่งงานทุกอย่าง  เป็นเรื่องปกติที่จะต้องเรียนรู้ไปทุกระบบ  เป็นงานที่เราต้องทำ   เมื่อทำแล้ว  นอกจากจะได้เรียนรู้งานแล้ว  ยังทำให้ร่างกายแข็งแรง  เลือดลมเดินสะดวก  และเป็นการฝึกความมีระบบระเบียบแก่เราด้วย
                คนที่มีใจรักความสะอาด  มีอานิสงส์คือ  สิ่งสกปรกจะเข้าใกล้เราไม่ได้  จะไปเกิดในภพไหนก็แล้วแต่  จะไปเป็นชาวสวรรค์  วิมานเราก็จะสว่างมีรัศมียิ่งกว่าใคร  ลงมาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว  สิ่งที่สกปรกไม่เข้ามาใกล้เราเลย  จะไปไหน  มีแต่ความสะอาด  ราบรื่น  มีระบบ  มีระเบียบตลอด  นี่เป็นอานิสงส์ที่จะติดตัวเราไปในภพเบื้องหน้า  เพราะฉะนั้นมีเรี่ยวแรงทำไปเถอะลูก  เราจะได้เรียนรู้ไปทุกระบบ  ต่อไปเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น  รุ่นหลังตามมาเราก็จะได้สอนเขาได้  แนะนำเขาได้ว่า  อย่างนี้ควรทำ  ไม่ควรทำ


ดูก่อน  ภิกษุทั้งหลาย
การขับร้อง  คือการร้องไห้ในวินัยของพระอริยะ
การฟ้อนรำ  คือความเป็นบ้าในวินัยของพระอริยะ
การหัวเราะจนเห็นฟันอย่างพร่ำเพรื่อ
คือความเป็นเด็กในวินัยของพระอริยะ
เพราะเหตุนั้น  ในเรื่องนี้พึงชักสะพานเสีย
ในส่วนการขับร้อง  การฟ้อนรำ
ส่วนการหัวเราะนั้น  เมื่อท่านทั้งหลายเบิกบานในธรรม
ก็ควรแต่เพียงยิ้มแย้ม
                                                                โรณสูตร  อัง.ติก.มก.๓๔/๕๑๕

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น