๑๒
ทุกสิ่งในโลก...เป็นไปได้
วันเสาร์ที่ ๒๙
กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕
ชาวโลกส่วนใหญ่กว่า ๙๐
เปอร์เซ็นต์
จะมีคำอยู่คำหนึ่งติดอยู่ในใจคือคำว่า
“เป็นไปไม่ได้” ทุกอย่างในโลกเป็นไปไม่ได้ พอบอกจะทำอย่างนี้ก็บอก ”เป็นไปไม่ได้” จะทำอย่างนั้น ไม่ได้
บอก “ไม่ได้” ก่อนเลย
แต่เชื่อไหม ในขณะที่ชาวโลกกำลังมีคำว่า เป็นไปไม่ได้
ยังมีคนอีกจำนวน ๑ เปอร์เซ็นต์ของโลกที่เชื่อว่า “มันเป็นไปได้” ทุกอย่างในโลกนี้ถ้าเราอยากจะทำ ต้องเป็นไปได้
อยากเป็นธรรมกาย เป็นได้ อยากเป็นอะไรก็เป็นได้ทั้งนั้น และโดยเฉพาะสิ่งใดก็ตามที่ศึกษาค้นคว้ามาเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลก
แม้มีอุปสรรคยิ่งใหญ่ไพศาลแค่ไหนก็ตามหลวงพ่อว่าสิ่งนั้นเป็นไปได้
ดูอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นมาเพื่อตรัสรู้ เพราะพระองค์ทรงเชื่อว่า คนเราสามารถที่จะแสวงหาทางพ้นทุกข์ได้ ซึ่งในขณะนั้นทั่วโลกไม่มีความคิดชนิดนี้ แต่พระองค์เชื่อว่าเป็นไปได้ ทางแห่งความพ้นทุกข์ ทางแห่งความดับทุกข์จะต้องมีอยู่
จึงได้เสด็จออกจากพระราชวังเพื่อไปแสวงหาทางพ้นทุกข์ แล้วในที่สุดพระองค์ก็ทรงค้นพบและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก็อดดาร์ค บิดาแห่งจรวด
ชาวเยอรมัน
เขาเชื่อว่าจะมีจรวดวิ่งไปในอากาศได้
ในขณะที่โลกทั้งโลกไม่มีใครเชื่อ
และความเชื่อของคนหนึ่งนี้เอง
จึงทำให้มีจรวดเกิดขึ้นได้
จากความเชื่ออันเป็นจุดเริ่มต้น
ก็เกิดการทดลองอย่างง่ายๆ
โดยการนำท่อมาอันหนึ่ง
ยัดดินปืนใส่เข้าไปแล้วก็จุดชนวนให้ขับเคลื่อนออกไป ครั้งแรกไปได้นิดหน่อย ต่อมาก็มีการพัฒนาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็มีจรวดเกิดขึ้นมาได้
วิลเบอร์
และออร์วิล ไรท์ สองพี่น้องชาวอเมริกันเชื่อว่า เหล็กจะต้องลอยในอากาศ และไปไหนมาไหนได้ ในขณะที่ไปเล่าความคิดนี้ให้ใครๆ ฟัง เขาไม่เชื่อ
บอกว่าเป็นไปไม่ได้
ในที่สุดเขาก็สร้างเครื่องบินขึ้นมาได้
ลำแรกขึ้นไปได้ ๑ วินาที
แล้วก็ลง
นั่นคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ แล้วก็มีการพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ
พอมีคนเชื่อว่ามันเป็นไปได้สัก
๑ คนในโลกนี้
คนอื่นก็จะเริ่มมีความเชื่อว่า
มันเป็นไปได้ต่อๆ กันไป
แล้วจะเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
และในที่สุดความสำเร็จก็เกิดขึ้น
จากสิ่งที่ทุกคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้
ก็กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
เหมือนอย่างหลวงพ่อเชื่อว่า โลกทั้งโลกเหมือนกับห้องของเรา พลโลกทั้งหมดเหมือนกับสมาชิกในห้อง กำลังนั่งแสวงหาความสุขภายในด้วยความสงบ หลวงพ่อเชื่ออย่างนี้ ภาพอย่างนี้อยู่ในใจตลอดเวลา
ในขณะเดียวกันหลวงพ่อไปเล่าความคิดอย่างนี้ว่า สักวันหนึ่งพลโลกจะนั่งในสภาพอย่างนี้ โลกคือห้องนี้
มีสภาพอย่างนี้
คนส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยเชื่อ
พอพูดไปเขาก็หัวเราะ
แต่หลวงพ่อเชื่อว่าสิ่งอะไรก็ตามที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลกอย่างแท้จริง แม้จะมีอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ไพศาลก็ตาม ต้องสำเร็จ
แล้วพอเราเชื่ออย่างนี้ก็จะเริ่มมีการพัฒนา เรากำลังเริ่มพัฒนา และในขณะเดียวกันขอให้เรามีความเชื่อว่าเราต้องเข้าถึงพระธรรมกาย เชื่อแล้วจะเข้าถึง นี่คือความฝันใฝ่ ไม่ใช่ฝันฟุ้งนะจ๊ะ
ฝันใฝ่ ฝันในสิ่งที่มีจริงอยู่ในใจ เหมือนเพลงที่ว่า “ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง” เราจะฝันใฝ่กันทุกวัน ฝันว่าเข้าถึงธรรมกาย ฝันว่าคนทั้งโลกจะเข้าถึงพระธรรมกาย
ราตรีของผู้ตื่นอยู่ นาน
โยชน์ของคนล้าแล้ว ไกล
สังสารของคนพาลทั้งหลาย
ผู้ไม่รู้อยู่ซึ่งสัทธรรม ย่อมยาว
บุรุษตนใดคนหนึ่ง ขุ.ธรรมบท..มก.๔๑/๑๖๖
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น