วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

๑. เส้นทางที่เลือกเอง

๑.
เส้นทางที่เลือกเอง
วันอังคารที่  ๑๑  พฤศจิกายน  พ.ศ.๒๕๔๐
                การที่เราทิ้งทุกสิ่งมาจากทางโลก  เพราะเห็นว่าชีวิตทางโลกนั้นเป็นชีวิตที่อึดอัด  คับแคบ  เหมือนปลาอยู่ในข้อง  ถึงจะสนุกสนานเพลิดเพลิน  ก็สนุกสนานไปแบบแกนๆ กันไปอย่างนั้น  จึงได้ทิ้งสิ่งเหล่านั้นมาสู่เส้นทางนี้
                เมื่อเราตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด  จะเข้ามาสู่ในเส้นทางธรรม  ก็จะต้องประพฤติปฏิบัติอย่างตั้งใจ  ให้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการมาสู่เส้นทางธรรม  ที่จะมาศึกษาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  มาฝึกฝนอบรมตนเอง  และมาสร้างบารมี  ให้ทำให้ได้อย่างที่ได้ตั้งใจเอาไว้

 ดูกระจก
                วันเวลาที่ผ่านไป  ก็ให้ผ่านไปด้วยการสั่งสมความดีความบริสุทธิ์ผุดผ่องเข้ามาใส่ตัวของเราให้มากๆ  ให้หมั่นตรวจตราดูแลตัวของเราเองให้ดี  ตั้งแต่ภายในออกมาสู่ภายนอก  นั่นคือตรวจตราดูแลจิตใจ  ความรู้สึกนึกคิดของเรา  ให้สะอาด   ให้เกลี้ยงเกลา  จากสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อกุศล  ต่อความบริสุทธิ์ผุดผ่อง  ให้ใจเราผ่องใสประภัสสรอยู่ตลอดเวลา  ตรวจตราดูแลวาจาและการกระทำของเรา  ให้บริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ตลอดเวลา
                ตรวจตราดูแลทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา  ไม่ว่าจะเป็นอาภรณ์  เครื่องนุ่งห่ม  อาวาสที่อยู่อาศัย  ตลอดจนกระทั่งอาหารที่จะนำเข้าไปสู่ร่างกายของเรา  ต้องบริสุทธิ์ผุดผ่องตลอดหมด  สิ่งอะไรที่จะไหลผ่านกาย  วาจา  ใจของเราต้องสะอาด  ต้องบริสุทธิ์ผุดผ่อง  อย่างนี้ถึงจะสมกับการได้เข้ามาสู่เส้นทางอันบริสุทธิ์สายนี้
                เมื่อเราบริสุทธิ์ผุดผ่อง  กระทั่งเป็นที่พึ่งต่อตัวเราเองได้  ก็จะได้เป็นหลักเป็นที่พึ่งของชาวโลกต่อไปในอนาคต  ชาวโลกนั้นขาดที่พึ่ง  เขายังว้าเหว่อยู่  ยังไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนชีวิตถึงจะรอดปลอดภัยจากความทุกข์ทรมานในสังสารวัฏและในอบาย  เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องแสวงหาผู้รู้ที่จะเป็นหลักที่พึ่งให้เขาได้
                ผู้รู้ที่จะเป็นที่พึ่งแก่ชาวโลกได้นั้น  ก็คือ  ผู้ที่ได้เข้าถึงธรรมกายภายใน  เพราะว่าเมื่อถึงหลักของชีวิตแล้ว  เอาตัวรอดปลอดภัยแล้ว  ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ที่จะเป็นหลัก  เป็นที่พึ่งให้ชาวโลก  ถ้ารู้แล้วเห็นแล้วไม่ไปทำหน้าที่นี้มันก็ผิดหน้าที่  หน้าที่ของเราก็ไม่สมบูรณ์  ได้แค่ประโยชน์ตน  แต่ว่าประโยชน์ท่านนั้นยังไม่ได้  เพราะฉะนั้นก็จะต้องทำหน้าที่กันต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่  เหมือนอ้อยที่เขาหีบเอาความหวานหมดไป  เหลือแต่ชานก็ทิ้งไปอย่างนั้น  ร่างกายนี้ก็เช่นเดียวกัน   เมื่อเราอาศัยสร้างความดีเพื่อประ-โยชน์ตนและประโยชน์ท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ถึงคราวที่ร่างกายใช้ไม่ได้ก็จากไปสู่ภพภูมิใหม่  เหมือนภาชนะดินที่แตกทำลายไปใช้ภาชนะทองคำแทนอย่างนั้น
                การที่จะเดินทางไปสู่เส้นทางสายกลางภายในนั้น  เป็นการเดินสวนกระแสกิเลส  กระแสแห่งความทุกข์ทรมาน  เพราะฉะนั้นจงมีความสุขและสนุกสนานกับการสวนกระแสซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้กาย  วาจา  ใจของเราเศร้าหมอง  ให้มีความสุข สนุกกับสิ่งนี้ที่จะเอาชนะกิเลส  เพราะนี่เป็นหน้าที่  เป็นอาชีพของเรา
                รักษาใจของเราอย่าให้อ่อนแอหรือตกต่ำลงไป  ด้วยการหมั่นตรวจตรา  กาย  วาจา  ใจ  ให้สะอาด  บริสุทธิ์อยู่เสมอ  เมื่อใจยิ่งบริสุทธิ์  ก็ยิ่งมีความสุข  ยิ่งมีความสุขก็ยิ่งมีกำลังใจ  ในการสร้างความดีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
                ถ้ากำลังใจของเราตก  เป็นเครื่องวัดว่า  กาย  วาจา ใจของเราไม่บริสุทธิ์  มีบางสิ่งที่เข้ามาบังคับบัญชาอยู่ในกาย วาจา  ใจของเรา   ถึงตอนนี้ก็ต้องรีบแก้ไข  ต้องเอาชนะให้ได้  ให้มีความสุข  สนุกกับการทวนกระแสกิเลส  กระทั่งเกิดเป็นความคุ้นเคย  และก็ชิน  จนเป็นจริตอัธยาศัยพื้นฐานจิตใจของเราที่มั่นคงยิ่งๆ ขึ้นไป  ระลึกไว้เสมอว่า  กาย  วาจา  ใจ  ที่บริสุทธิ์ เท่านั้นถึงจะรองรับความรู้อันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
สิ่งที่ควรรู้  ควรศึกษา
                ในช่วงใกล้นี้เรากำลังจะสอบบาลีสนามหลวงกัน  ใครที่กำลังจะสอบก็ให้ตั้งใจดูหนังสือให้ดี  อย่าให้ใจซัดส่ายไปที่อื่น  แล้วก็อย่าลืมว่า  การสอบทุกครั้งเป็นเพียงเครื่องพิสูจน์ว่า  เรามีความเข้าใจในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากน้อยเพียงไร  การที่จะศึกษาตำรับตำราอย่างไรก็ตาม  ให้ศึกษาเพื่อที่จะเรียนรู้  ทำความเข้าใจต่อพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ส่วนการสอบได้เป็นผลพลอยได้เท่านั้น  ให้มุ่งประเด็นนี้เป็นสำคัญ
                ขอให้มีความสุขและสนุกต่อการศึกษา  ศึกษาด้วยความ เคารพ  เหมือนอยู่ต่อหน้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพราะหากว่าไม่มีพระองค์ท่าน  คำสอนนี้ก็ไม่มี  ถ้าไม่มีคำสอน เราก็จะดำเนินชีวิตไม่ถูกต้อง
                คำสอน  จึงเป็นประหนึ่งแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ต้องศึกษาด้วยความเคารพ  อย่างเพื่อนต่างศาสนิกของเรา  เวลาที่เขาจะอ่านคัมภีร์เขาต้องกราบ  ต้องยกมือไหว้  และเก็บคัมภีร์ไว้บนที่สูง  ร่ำเรียนศึกษาเหมือนอยู่ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า  เหมือนสิ่งนั้นคือพระผู้เป็นเจ้าทีเดียว  ของเราก็ควรจะเป็นเช่นนี้  จะอ่านตำรับตำราพระธรรมวินัยที่ไหนก็แล้วแต่  จะอยู่คนเดียวหรือจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม  ก็ให้ศึกษาด้วยความเคารพในพระผู้มีพระภาคเจ้า  แล้วพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่ได้ศึกษา  เพื่อที่ว่าเราจะได้นำมาสั่งสอนตัวของเราเอง  มาฝึกฝนอบรมตัวของเราให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง  จะได้หลุดพ้นเช่นเดียวกับพระพุทธองค์
               ส่วนหนังสืออื่นที่อ่านแล้วทำให้ใจของเราเร่าร้อนกระสับกระส่าย  ทุรนทุราย  ฟุ้งซ่าน  จิตไม่ตั้งมั่น  ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เป็นเหตุให้เข้าถึงธรรมกาย  ให้ลูกทุกรูปพึงเว้น  เพราะมันไม่เกิดประโยชน์อันใด  แต่ถ้าจะศึกษาเพื่อเป็นความรู้รอบตัวก็ต้องมีสติ  มีสัมปชัญญะ  มีปัญญา  คุ้มครองตัวเองให้ดี  ให้รอดปลอดภัยจากความเร่าร้อน
               
ให้ลูกหมั่นระลึกเสมอว่า  เมื่อเราเข้ามาสู่ในเพศภาวะนี้  นั่นหมายถึงว่า  เราจะตัดสินใจศึกษาพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น  ก็ต้องทำให้ได้อย่างที่ตั้งใจไว้   ศึกษาในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้แตกฉานทั้งหมดเสียก่อน  สิ่งที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องพระธรรมวินัยยังมีอีกมาก  ๘๔,๐๐๐  พระธรรมขันธ์  เรียนกันวันละขันธ์  หมดชีวิตก็ยังเรียนไม่หมด  พระธรรมคำสอน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์  พระพุทธเจ้ายังตรัสว่า   เป็นความรู้แค่เหมือนใบไม้ที่อยู่ในกำมือ  ใบไม้ที่อยู่นอกกำมือนั้นเต็มป่าประดู่ลายยังจะต้องศึกษากันอีกเยอะแยะ  เพราะฉะนั้นเมื่อตัดสินใจเดินในเส้นทางสายนี้แล้ว  ให้เราลองเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการศึกษากันอย่างแท้จริง  โดยไม่มีห่วง  อาลัยอาวรณ์  หรือกังวลเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น  จึงจะศึกษาให้แจ่มแจ้งกันได้
                การที่เอาใจไปศึกษาเรื่องอื่นมันก็ทำให้เสียเวลาของชีวิตไปเปล่าๆ  เพราะเรื่องพระธรรมวินัย  เรายังไม่ค่อยรู้แจ้งกันอย่างเต็มที่เลย  ให้ศึกษากันให้ดี  พระอาจารย์ก็ดี  รุ่นพี่ก็ดี  ช่วยกันถ่ายทอดให้รุ่นน้อง  ช่วยกันติว  ต้องให้ทุกรูปทุกคนทำความเข้าใจกันให้ได้อย่างแตกฉาน  จนกระทั่งผลปรากฏออกมาว่าเข้าใจแจ่มแจ้งดี  คือการสอบได้หมดยกชั้น  ไม่มีตกหล่นเลยแม้แต่รูปเดียว  อย่างนี้จึงจะใช้ได้
                เพราะฉะนั้น  ให้ลูกทุกรูปตั้งใจกันอย่างเต็มที่  เอาชีวิตเป็นเดิมพันต่อการสร้างบารมี  แล้วเราจะได้เอาบุญนี้เป็นเครื่องสนับสนุนให้เราไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้นะลูกนะ


ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในศีล
สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย  รู้ประมาณในโภชนะ
และหมั่นประกอบความไม่เห็นแก่นอน
เป็นผู้มีความเพียร  ไม่เกียจคร้านทั้งวันทั้งคืน
เจริญกุศลธรรมเพื่อบรรลุคุณ
อันเกษมจากโยคะอยู่อย่างนี้
ชื่อว่าเป็นภิกษุผู้ยินดีในความไม่ประมาท
เห็นภัยในความประมาทเป็นปกติ
ย่อมเป็นผู้ไม่เสื่อม  เป็นผู้ปฏิบัติใกล้นิพพานทีเดียว



อปริหานิยสูตร  อัง.จตุ.มก.๓๕/๑๔๓

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น