วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

๖ คิดไกล มองไกล

คิดไกล   มองไกล
วันพุธที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๙
                ชีวิตชาวโลกไม่มีอะไร  ถ้าลูกเณรอยู่ในวัยนี้  อดทนอดกลั้นต่อความสนุกสนานในทางโลก  เอาชนะการปวดกามได้  จะเป็นวัยที่สร้างบารมีได้ดีที่สุด  เพราะเป็นวัยที่แข็งแรง  วัยนี้นั่งสมาธิไม่ค่อยปวดเมื่อย  สร้างบารมีก็เต็มที่
                พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อทรงมอบราชสมบัติให้พระราหุล  พระองค์ก็มอบเพศสามเณรให้เป็นเพศสุดท้าย  เป็นภาพสุดท้ายของชีวิตมนุษย์ที่เวียนว่ายตายเกิด  เพราะฉะนั้นลูกเณรต้องพยายามรักษาสถานะนี้ให้ได้  ต้องเอาชนะมันให้ได้  ทั้งความกำหนัดยินดีในกาม  ความสนุกสนานเพลิดเพลิน  ความสะดวกสบาย  ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่  เพราะความรู้สึกว่าเราขาดแคลนทรัพย์  ขาดแคลนลาภ  ยศ  สรรเสริญ  คนยกย่องชื่นชม
               
ถ้าเมื่อไรเรารู้สึกขาดแคลน  เมื่อนั้นเรายังยากจนอยู่  แต่เมื่อไรเรามีความรู้สึกว่า  ไม่ต้องการอะไรเลย  ต้องการแค่ปัจจัย ๔ อันควรแก่สมณบริโภค  มีอาหารพอเลี้ยงสังขาร  มีจีวรไม่กี่ผืนไว้ปกปิดร่างกายป้องกันความละอาย  ไว้ให้ความอบอุ่น  ป้องกันลม แดด ฝน สัตว์ร้ายต่างๆ  มีที่อาศัยเล็กๆ จะได้ไม่ต้องดูแลมาก  จะได้มีเวลาทำสมาธิภาวนาได้เต็มที่  มีหยูกยาพอจะรักษาสังขารซึ่งมีความเจ็บเป็นธรรมดา  ให้ร่างกายพอทนที่จะสืบอายุต่อไปเพื่อการบำเพ็ญสมณธรรม

                ถ้าหากว่าใครมีอยู่แค่นี้แล้วรู้สึกว่าเต็มเปี่ยม  ไม่ได้ขาดแคลนอะไรเลย  รู้สึกสดชื่นเบิกบาน  อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า  ไม่จน  ไม่ขาดแคลน  สามารถเป็นอยู่ได้ด้วยตัวของเราเอง  จะเป็นผู้ใกล้ต่อหนทางพระนิพพาน  ใกล้ต่อที่สุดแห่งธรรม  เป็นผู้ควรแก่การเคารพสักการบูชาของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

                หลวงพ่ออยากให้ลูกเณรเป็นอย่างนี้จังเลย  วัยที่เหมือนดอกไม้บานในยามเช้า  กำลังสดชื่นแข็งแรง  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเรียกว่า  ทหระ  คือวัยหนุ่ม  มีความแข็งแรงที่จะต่อสู้ทุกสิ่งได้  ถ้าทนปวดกามได้  ทนความสนุกสนานเพลิดเพลินได้  เว้นการติดต่อจากหมู่ญาติเพื่อนฝูง  สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ  วิทยุ  ทีวี  ที่จะทำให้ใจเร่าร้อน   หรือสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์  แล้วตั้งใจศึกษาภาคปริยัติ  ปฏิบัติ  อย่างเต็มที่

                หลวงพ่อเคยกล่าวไว้  ให้เรียนปริยัติด้วยความกระหายอยากจะรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สร้างบารมีมา ๒๐ อสงไขยแสนมหากัป  ทั้งคิดในใจ  เปล่งวาจา  กระทั่งได้รับพุทธพยากรณ์เป็นพระพุทธเจ้านั้น  พระองค์ตรัสรู้เรื่องอะไร  มีธรรมอะไรที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า  ศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้ง  แล้วน้อมนำมาปฏิบัติเพื่อเป็นอย่างพระองค์  ไม่ใช่หวังเพียงแค่สอบให้ได้พอเป็นเกียรติยศชื่อเสียงของตัวเองเท่านั้น  อย่าคิดเพียงแค่นั้น  ต้องคิดให้ไกลไปกว่านั้น  อย่ามองแบบคนสายตาสั้น  ต้องมองแบบคนที่มีสายตายาวไกลที่ไร้ขอบเขตจำกัด  ลูกเณรต้องหัดมองลึกๆ  อย่าไปมองแบบตื้นๆ
                นั่นคือ  สิ่งที่หลวงพ่อพยายามปลูกฝังให้ทุกคนหัดมองทีเดียวให้มันทะลุ  มองไกลๆ  มองให้ครอบคลุม  ถ้าเรามองคลุมอย่างนี้ไม่ได้  เราจะมองภาพถึงที่สุดแห่งธรรมได้อย่างไร  ต้องมองเห็นโลกใบเล็กเท่ากับผลมะขามป้อมอยู่ในฝ่ามือ  หรือจักรวาลที่ไม่มีประมาณเอามาใส่ในฝ่ามือได้  อย่างนี้จึงจะศึกษาวิชชาธรรมกายได้  หัดมองไกลๆ  อย่างนี้สิ  อย่าไปมองตื้นๆ  แล้วมองอะไรหัดมองให้ครบวงจร
มาตุคาม
                หัดมองทุกเรื่องให้ครบวงจร  อย่างเช่นเราเห็นผู้หญิงสวยอย่างนางงามจักรวาล  ถ้าเราดูไม่ครบวงจร  เราจะมีความกำหนัดยินดี  อยากได้  อยากถูกต้อง  อยากสัมผัส  แต่ถ้ามองให้ครบวงจร  มองตั้งแต่เกิด  จนกระทั่งตาย   เดี๋ยวเกิด  เดี๋ยวแก่  เดี๋ยวเจ็บ  เดี๋ยวตาย  มองทั้งข้างนอก  มองทั้งข้างใน  พลิกเอาอวัยวะภายใน  ตับ ไต ไส้ พุง  ออกมาข้างนอก  ดูซิว่าเอาขึ้นไปประกวดบนเวที  ใครเขาจะดูบ้าง  หัดมองอย่างนี้นะลูกนะ
                วันหนึ่ง  หลวงพ่อรับแขก  อยู่ๆ เขาก็เล่าถึงนางงามจักรวาล  สวยอย่างนั้นสวยอย่างนี้  ชมใหญ่เลย  หลวงพ่อก็ปล่อยให้เขาเล่าไป   เล่าเสร็จเขาหันมาถามหลวงพ่อ  หลวงพ่อพูดไปได้อย่างไรก็ไม่รู้  แต่ก็ได้ผลนะ  ไม่ได้เรียกว่าพูด  เรียกว่าโพล่งมากกว่า  บอกเขาว่าอย่างไรรู้ไหม  “แต่ขี้เหม็น  เขาบอกว่า  แหม..หลวงพ่อ  แล้วก็ไม่เล่าอีกเลย  โพล่งทีเดียวได้ผลชะงัดเลย  ปกติหลวงพ่อไม่ใช้คำประเภทนี้  หลวงพ่อจะต้องหลบๆ เลี่ยงๆ  มูลบ้าง  อุจจาระบ้าง  แต่วันนั้นพรวดไปเลย  พูดถึงต้นกำเนิดภาษายังไม่ได้ปรุงแต่งกันไปเลยนะ  คำเดียวหยุดเลย
สมัยหนึ่งเวลารับแขก  จะโดนคำถามอย่างนี้บ่อย  ไม่รู้เป็นอะไร เขาถามว่า  ถามจริงๆ เถอะท่าน  เวลาเห็นผู้หญิงสาวๆ สวยๆ  ท่านรู้สึกอย่างไร”  หลวงพ่อบอก  คิดถึงแม่”  เขาบอก  อะไรนะ เห็นผู้หญิงแล้วทำไมคิดถึงแม่”  ก็บอกว่า  เพราะว่าเป็นเพศเดียวกับแม่ผู้ให้กำเนิดมา  ถ้าไม่มีอย่างนี้เราคงเกิดไม่ได้”  เพราะฉะนั้นไม่ได้คิดอย่างอื่นเลย  คิดถึงแม่  แล้วคิดอย่างไรอีก  ก็บอกว่า  คิดว่าเดี๋ยวก็แก่  เดี๋ยวก็เจ็บ  เดี๋ยวก็ตาย”  เขาถาม  “คิดแค่นี้เหรอ”  ก็บอกว่า  คิดมากกว่านี้อีก  คิดว่าถ้าพลิกข้างในออกมาข้างนอก  แล้วเอาข้างนอกไว้ข้างในจะเป็นอย่างไร  แล้วเวลาไม่อาบน้ำ  มันก็เหม็นเหมือนเราอย่างนี้แหละ  มันหอมด้วยของที่ชะโลมมา  และถ้าตายร่างกายก็จะแข็งทื่อ  นานไปก็พองโต  สัตว์อื่นก็มาอาศัย  มาแทะ  มากิน  ก็เล่าอย่างนี้ไปเรื่อยๆ  เพลินๆ  แล้วก็ได้ผล  ตอนหลังเขาก็ไม่ค่อยมาถามเท่าไร
                เพราะฉะนั้นไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม  ลูกเณรต้องหัดมองให้มันครบวงจรอย่างนี้  อย่ามองตื้นๆ  จะปริยัติ  ปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน  เราต้องมองให้ลึกขนาดนั้น  แล้วลูกจะอยู่ได้  ผ้าผืนนี้จะเย็นฉ่ำสบายยังกับติดแอร์ทีเดียว  ไม่ร้อนเหมือนเอาไปตากแดดย่างไฟอย่างนั้นนะลูกนะ
ทำไมพระภิกษุบางองค์จึงบวชได้นาน
พระเจ้าอุเทนแห่งนครโกสัมพีตรัสถามพระปิณโฑลภารทวาชะว่า
เพราะเหตุไรพระภิกษุที่ยังหนุ่มแน่น  ยังไม่หมดในความระเริงในกามทั้งหลาย 
จึงสามารถบวชประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้นาน  หรือจนตลอดชีวิต
พระปิณโฑลภารทวาชะตอบว่า  ขอถวายพระพร  พระผู้มีพระภาค  ผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระองค์ได้ตรัสไว้ดังนี้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เธอทั้งหลายจงถือว่าเป็นมารดาในสตรีปูนมารดา
จงถือว่าเป็นพี่สาวน้องสาวในสตรีปูนพี่สาวน้องสาว  จงถือว่าเป็นธิดาในสตรีปูนธิดา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เธอทั้งหลายจงมาพิจารณากายนี้แหละ
เบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป  เบื้องล่างตั้งแต่ปลายผมลงมา  อันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ  เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ  ว่ามีอยู่ในกายนี้คือ  ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง  เนื้อ  เอ็น  กระดูก  เยื่อในกระดูก  ม้าม  หัวใจ  ตับ  พังผืด  ไต  ปอด  ไส้ใหญ่  ไส้น้อย  อาหารใหม่  อาหารเก่า  ดี  เสลด  หนอง  เลือด  เหงื่อ  มันข้น  น้ำตา  เปลวมัน  น้ำมูก  ไขข้อ  น้ำมูตร  ดังนี้

ภาราทวาชะสูตร  สัง.มก.๒๘/๒๓๑

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น